Visitors
hit counter script


เศรษฐกิจของทวีปแอฟริกา

     สำหรับเศรษฐกิจในทวีปแอฟริกาในปีที่ผ่านๆมานั้น ขับเคลื่อนได้โดยธุรกิจน้ำมัน ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันในแอฟริกาจึงมี GDP ที่สูง แม้ว่าจะประสบปัญหาเงินเฟ้ออยู่ แต่ว่าทวีปแอฟริกานั้นมีนโยบายเศรษฐกิจมหาภาคที่เข้มแข็ง และเนื่องจากมีการส่งออกน้ำมันเพิ่มขึ้นปัญหาที่ตามมาในหลายๆประเทศ คือ ต้องประสบกับการขึ้นราคาของสินค้าประเภทอาหารและปุ๋ย ธุรกิจภาคเกษตรกรรมของแอฟริกาในภาพรวมถือว่าไปได้ด้วยดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2009 นี้ที่มีการคาดการณ์ว่าธุรกิจการส่งออกน้ำมัน และ แร่จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ในทางกลับกันประเทศที่มีเศรษฐกิจหลากหลายไม่ได้ขึ้นอยู่กับการส่งออกน้ำมันเพียงอย่างเดียว สามารถพึ่งพาธุรกิจอย่างเกษตรกรรม ที่สามารถแปรรูปสินค้าแล้วส่งออกได้ กระนั้นโดยรวม อัตราการเติบโตของ GDP ในแอฟริกายังอยู่ในแดนบวกท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจโลก GDP ปี 2008 ของทวีปแอฟริกาอยู่ที่ 5.7% ลดลงจากปี 2007 ไป 0.4% และ สืบเนื่องจากผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2009 นี้ ทำให้มีการคาดการณ์ว่า GDP ของทวีปแอฟริกาจะลดลง 2.8% IMF พบว่า 30ปีที่ผ่านมา ถ้าหากเศรษฐกิจโลกต่ำลง 1% จะส่งผลกระทบยังการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจของ Sub-Saharan Africa ถึง 0.5% ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ทวีปแอฟริกามีความพยายามที่จะผลักดันตัวเองเข้าสู่ตลาดโลก ซึ่งการพยายามครั้งนี้ก็นำมาซึ่งการหลั่งไหลของเหล่านักลงทุนต่างชาติที่พากันเข้ามาลงทุนในทวีปแอฟริกา แม้ว่าการเข้ามาลงทุนของต่างชาติจะทำให้ยอดการส่งออกของทวีปแอฟริกาน้อยลง แต่นั่นก็แลกมาด้วยความร่วมมือในการค้ากับประเทศใหญ่ๆของ จีน หรือ อินเดีย ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจอันดีของทวีปแอฟริกา


กราฟแสดงการเติบโตของ GDP ของทวีปแอฟริกา และ ประเทศที่เข้าร่วมองค์กรความร่วมมือ และ พัฒนาทางเศรษฐกิจ

แอฟริกาเหนือ
     ประเทศในภูมิภาคแอฟริกาเหนือที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี และ น่าจับตามองได้แก่ อียิปต์ (7.2%) ลิเบีย (6.5%) โมร็อกโก (5.7%) มอริเตเนีย และตูนิเซีย (ประมาณ 5%) หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2009 มีการคาดการว่า เศรษฐกิจโดยรวมของภูมิภาคแอฟริกาเหนือในปี 2010 จะเติบโตในภาคการท่องเที่ยว และการส่งออกสินค้า โดยประเทศที่นับจับตามองในปี 2010 ของภูมิภาคแอฟริกาเหนือ คือ แอลจีเรีย ลิเบีย และโมร็อกโก


แอฟริกาตะวันตก
     สำหรับในภูมิภาคนี้ได้มีการร่วมมือกันจัดตั้ง The West African Economic and Monetary Union (WAEMU) ประเทศที่เข้าร่วมได้แก่ เบนิน บูร์กินาฟาโซ โกตดิวัวร์ กินีบิสเซา มาลี ไนเจอร์ เซเนกัล และโตโก ประเทศที่น่าจับตามองใน WAEMU คือโกตดิวัวร์ เนื่องจากมีความสถานภาพทางการเมืองที่เข้มแข็งขึ้น ทำให้เป็นประเทศใน WAEMU ที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด ซึ่งการรวมตัวของ WAEMU นั้น มีข้อดีที่สุดคือ มีการจัดพัฒนาเศรษฐกิจภาคเกษตรกรรมในกลุ่มประเทศที่เข้าร่วม กลุ่มประเทศอื่นที่ไม่ได้เข้าร่วม WAEMU ได้แก่ เคปเวิร์ด แกมเบีย กานา กินี ไลบีเรีย ไนจีเรีย เซียร์ราลีโอน เซาโตเม และปรินซิปี ประเทศที่มี GDP อยู่ในระดับที่น่าพอใจคือ ไนจีเรีย

แอฟริกากลาง
     GDP โดยรวมของประเทศในภูมิภาคนี้ในปี 2007-2008 อยู่ที่ 4%-5% ตามลำดับ สาเหตุเนื่องมาจาก มีประเทศหลักๆอย่างสาธารณรัฐคองโก อิเควทอเรียลกินี และกาบอง เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน แม้ว่าในปี 2009 จะประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ โดย GDP อาจจะลดลงเล็กน้อย แต่น่าจะดีขึ้นในปี 2010


แอฟริกาตะวันออก
     ในปี 2007 ประเทศในแอฟริกาตะวันออกมี GDP อยู่ที่ 8.8% และลดลงเป็น 7.3% ในปี 2008 ประเทศที่น่าสนใจในภูมิภาคนี้ ได้แก่ จิบูตี เนื่องจากมีศักยภาพในการเติบโตของ GDP ได้อยู่แม้ว่าจะเป็นช่วงที่หลายประเทศทั่วโลก ประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ จาก 5.9% ในปี 2008 คาดการณ์ว่าสามารถเพิ่มขึ้นเป็น 6.6% ในปี 2009-2010


แอฟริกาใต้
     โดยภาพรวมแล้วภูมิภาคแอฟริกาใต้นั้นประสบกับปัญหา GDP รวมลดลง จาก 7% ในปี 2007 เหลือ 0.2% ในปี 2009 แต่มีการคาดการณ์ว่าในปี 2010 GDP จะเพิ่มขึ้นเป็น 4.6% ประเทศที่มีอัตราการเติบโตของ GDP สูงในภูมิภาคแอฟริกาใต้ คือ แองโกลา ในปี 2008 GDP ของแองโกลาอยู่ที่ 15.8% แต่นี่ถือว่าลดลงจากปี 2007 ที่ GDP อยู่ที่ 21% แต่เศรษฐกิจโดยรวมของกลุ่มประเทศในแอฟริกาใต้ นั้นมีการคาดการณ์ว่าจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2010

Back to Top

ไทยมองแอฟริกา

     ทวีปแอฟริกามีทรัพยากรทางธรรมชาติอย่างมหาศาล ทั้งที่ได้มีการสำรวจ และนำมาใช้ประโยชน์แล้ว และที่ยังไม่ได้มีการนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ซึ่งสามารถเป็นแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญของไทยได้ ยกตัวอย่างเช่น พลังงาน อัญมณี แร่ธาตุ ฝ้าย ฟอสเฟต และเหล็ก เป็นต้น สำหรับประเทศไทยเราได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศในทวีปแอฟริกา ซึ่งมีส่วนเอื้อประโยชน์แก่การลงทุน และการค้าอันได้แก่ยุทธศาสตร์ ARMI (Assistance-A, Resources-R, Market-M และ Investment-I) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

A – Assistance การให้ความช่วยเหลือของไทย โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการเพื่อการพัฒนาถือเป็นเครื่องมือสำคัญของการดำเนินยุทธศาสตร์ในการกระชับความสัมพันธ์กับแอฟริกาในลักษณะหุ้นส่วน (Partnership) เพื่อสร้างค่านิยมไทย และความไว้เนื้อเชื่อใจไทยในระดับผู้บริหารประเทศของแอฟริกาอันจะนำไปสู่การกระชับและขยายพันธมิตรระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนการขยายโอกาสลู่ทางการค้า การลงทุนของไทยในแอฟริกา ตลอดจนการแสวงหาแหล่งทรัพยากรที่มั่นคงต่อไปในอนาคตได้
R – Resources/ Raw Materials แอฟริกามีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ และเป็นทรัพยากรที่ภาคเอกชนไทยสามารถนำเข้าเพื่อสนับสนุนการขยายการผลิตของไทย

M – Market แอฟริกาเป็นตลาดขนาดใหญ่สำหรับสินค้าและบริการไทย เพราะมีประชากรถึง 922 ล้านคน มีศักยภาพที่จะรองรับสินค้าไทยได้ โดยเฉพาะสินค้าอาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค
I – Investment ประเทศแอฟริกาส่วนใหญ่มีนโยบายพัฒนาภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศเพื่อสร้างงาน และเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ โดยไม่สนับสนุนให้มีการส่งออกทรัพยากรและวัตถุดิบแต่อย่างเดียวอีกต่อไป นอกจากนี้ การเข้าไปลงทุนในแอฟริกายังมีข้อได้เปรียบในเรื่องการส่งออกต่อไปยังประเทศยุโรปและสหรัฐฯ โดยได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าด้วย
     นอกจากนี้ไทยมีนโยบายที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์ และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ตามแนวนโยบาย Look West เพื่อเป็นการขยายตลาดสำหรับผลิตผลของไทย กับ แอฟริกา นอกจากนี้นโยบายของรัฐบาลยังเน้นการพัฒนาประเทศลักษณะเศรษฐกิจคู่ขนาน (Dual-track economy) การส่งเสริมวิสาหกิจระดับกลางและระดับเล็ก (SMEs) รวมทั้งการพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนในระดับรากแก้วในด้านต่างๆ



เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น อาเซียน และอื่นๆ ต่างก็ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ เช่นกัน ส่งผลให้กำลังซื้อและการนำเข้าของตลาดเดิมลดลงมาก ในขณะที่การส่งออกไปยังตลาดใหม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นับจนขณะนี้มีอัตราส่วนถึงร้อยละ 43 ของการส่งออกรวมทั้งหมด ดังนั้นการแสวงหาตลาดใหม่จึงเป็นแนวทางที่ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อทดแทนตลาดหลัก ซึ่งตลาดใหม่ที่มีศักยภาพอีกทั้งยังมีโอกาสขยายตัวสูง และได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกน้อยนั้นมีทวีปแอฟริการวมอยู่ด้วย

เรื่องนี้ได้สอดคล้องกับคำกล่าวของ นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในโอกาสกล่าวเปิดงาน และแถลงนโยบายผลักดันการส่งออก เพื่อฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจโลก Africa Day 2009: Destination for more Opportunities เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552

ที่ได้กล่าวไว้มีใจความโดยสรุปว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เล็งเห็นถึงประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจในทวีปแอฟริกา เนื่องจากเป็นตลาดที่มีความสำคัญ เพราะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากทวีปเอเชีย และมีประชากรเกือบ 1,000 ล้านคน กระทรวงพาณิชย์ของไทยยังตระหนักถึงความสำคัญในการสนับสนุน และส่งเสริมภาคเอกชน เพื่อบุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพอย่างแอฟริกา โดยคาดหมายว่าจะสามารถกระตุ้นการส่งออก เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับตัวเลขทางเศรษฐกิจระหว่างไทย และแอฟริกามีสามประการ คือ ตัวเลขการส่งออกของไทยในปี 2551 ทะลุ 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมในปี 2548 ที่มีเพียง 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การส่งออกของไทยไปแอฟริกามีการขยายตัวเป็นอันดับ 1 สูงกว่าทุกภูมิภาคในโลก และ ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ IMF ได้ประมาณการณ์ GDP ของประเทศส่วนใหญ่ว่าจะติดลบ แต่แฟริกากลับมี GDP อยู่ในแดนบวก นอกจากนี้แล้ว ไทยเรายังมีแผนการกำหนดให้ทวีปแอฟริกาเป็นพันธมิตรการค้าทางยุทธศาสตร์ (Strategic trade) แห่งใหม่ของไทย

และในงานเดียวกันนี้ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้า ณ. กรุงพริทอเรีย
นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ ได้กล่าวว่า


ประเทศแถบแอฟริกาตอนใต้ ส่วนมากมีเสถียรภาพทางการเมือง (ยกเว้นซิมบับเว) ประเทศที่น่าสนใจ ได้แก่ แอฟริกาใต้ นามิเบีย บอตสวานา แองโกลา เนื่องจากมีระบบการค้าเสรี การเงินมีมาตรฐานสากล ปลอดภัย และมีระบบป้องกันการโกง

ส่วนมอริเซียสแม้ว่าจะมีประชากรท้องถิ่นน้อย แต่มีจุดเด่นที่มีประชากรอินเดียกว่าครึ่ง ทำให้มีเครือข่าย Indian Community เพื่อกระจายสินค้าไปยังแอฟริกาตะวันออก นอกจากนี้ โมซัมบิก และแซมเบียเริ่มมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และมีโอกาสทางการค้าเพิ่มขึ้นเช่นกัน

เคนยา เป็นอีกประเทศหนึ่งในแอฟริกาตะวันออกที่น่าสนใจที่สุด เนื่องจากมีการขยายตัวด้านการก่อสร้าง และการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีนโยบายส่งเสริมการลุงทุนจากต่างชาติ เป็นศูนย์กลางทางการค้า และกระจายสินค้าไปยังแอฟริกาตะวันออกอื่นๆ

นอกจากนี้ แทนซาเนีย ยูกันดา เอธิโอเปีย ซูดาน กำลังเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะ เอธิโอเปียและซูดาน ที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว มีตลาดขนาดใหญ่ และมีนักลงทุนจากตะวันออกกลางเข้าไปเป็นจำนวนมาก สินค้าที่เหมาะสมกับกลุ่มประเทศเหล่านี้ ได้แก่ สินค้าพื้นฐานทั่วไป เวชภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง และอะไหล่ประกอบรถยนต์ประเภท 4-Wheel Drive มีแนวโน้มที่ดีเช่นกัน

ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้า ณ. กรุงอักกรา นายพิทยา บุญยิ่ง กล่าวว่า แอฟริกาตะวันตกและกลาง สามารถแบ่งออกเป็นสี่กลุ่มดังนี้
  1. ประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองประชาชน เป็นมิตรกับต่างชาติ ได้แก่ โกตดิวัวร์ กานา เซเนกัล แกมเบีย
  2. ประเทศที่มีโอกาสทางการค้าแจ่มใส ได้แก่ ไนจีเรีย
  3. ประเทศที่มีโอกาสค่อนข้างดีแต่ต้องใช้ความพยายามในการเปิดตลาดเป็นพิเศษ ต้องอาศัยการติดต่อกับผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นสูง ได้แก่ เบนิน โตโก
  4. ประเทศที่จำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ มาลี ไนเจอร์ เคปเวิร์ด ไลบีเรีย ซึ่งนับว่าเป็นประเทศที่น่าสนใจ

กล่าวคือ ไนจีเรียมีการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ มีทรัพยากรที่มีค่า (น้ำมัน) จำนวนมาก มีความต้องการสินค้าของไทยหลายชนิดเช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เหล็กกล้า ข้าว พลาสติก ธัญพืช เวชภัณฑ์ อาหารทะเล ยาง ประเทศที่น่าสนใจรองลงมาคือ เบนิน ซึ่งมีทำเลที่เหมาะสม มีท่าเรือที่มีศักยภาพและมีบรรยากาศที่เป็นมิตรต่อนักลงทุนต่างชาติมากกว่าไนจีเรีย เช่นเดียวกับโกตดิวัวร์ที่เป็นตลาดสำหรับสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้าง เวชภัณฑ์ พลาสติก ข้าว และเครื่องสำอาง อย่างไรก็ตาม อุปสรรคประการสำคัญคือ ปัญหาเรื่องการหลอกลวงในธุรกิจประเภทอาหาร ทองคำ และเคมีภัณฑ์ จึงแนะนำให้ผู้ประกอบการสอบถามสถานะบริษัทคู่ก่อนดำเนินธุรกิจด้วย นอกจากนี้แล้ว

ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้า ณ. กรุงไคโร นายประกิจ ศิวะรัตนธำรงค์

ยังกล่าวเสริมไว้อีกด้วยว่า อียิปต์มีจุดขายด้านการท่องเที่ยวคล้ายกับไทย และสปาของไทยกำลังเป็นที่นิยมมาก นอกจากนี้ยังมีความต้องการสินค้าประเภทชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ ทูน่ากระป๋อง ยาง สำหรับความร่วมมือทางการค้าระหว่างไทย-อียิปต์ ได้มีการจัดตั้งสภาธุรกิจร่วมกันแล้ว นอกจากอียิปต์

ลิเบียเป็นอีกประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง เนื่องจากมีรายได้มหาศาลจากการขายน้ำมัน มีการสร้างโรงแรมและสนามบินใหม่เพื่อรองรับชาวต่างชาติ

ปัจจุบันไทยส่งออกทูน่ากระป๋องไปยังลิเบียมากกว่าอียิปต์ และมีแรงงานต่างชาติและชาวไทยในลิเบียนับล้านคน ประเทศที่น่าสนใจอื่นๆได้แก่ แอลจีเรีย ซึ่งไทยยังคงขาดดุลการค้าอยู่ เนื่องจากเรานำเข้าน้ำมันจากแอลจีเรีย โมร็อกโกและตูนีเซียซึ่งมีเศรษฐกิจผูกติดและใกล้ชิดกับยุโรปโดยเฉพาะฝรั่งเศส จิบูตีที่พยายามผลักดันให้เป็นดูไบแห่งที่สอง เนื่องจากมีศักยภาพพอที่จะเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าไปยังประเทศใกล้เคียง โดยเฉพาะเอธิโอเปีย แต่อุปสรรคประการสำคัญในประเทศแถบนี้คือ ไม่มี สอท. หรือ สนง. พณ. ที่จะคอยช่วยประสานงานอย่างประเทศอื่น

Back to Top