รายชื่อประเทศในทวีปแอฟริกา
 กานา
 กาบอง
 กินี
 กินีบิสเซา
 แกมเบีย
 โกตดิวัวร์
 คองโก
 คอโมโรส
 เคนยา
 เคปเวิร์ด
 แคเมอรูน
 จิบูตี
 ชาด
 ซิมบับเว
 ซูดาน
เซาท์ซูดาน
 เซเชลล์
 เซเนกัล
 เซาตูเมและปรินซิปี
 เซียร์รา ลีโอน
 แซมเบีย
 โซมาเลีย
 ตูนีเซีย
 โตโก
 แทนซาเนีย
 นามิเบีย
 ไนจีเรีย
 ไนเจอร์
 บอตสวานา
 บุรุนดี
 บูร์กินาฟาโซ
 เบนิน
 มอริเชียส
 มอริเตเนีย
 มาดากัสการ์
 มาลาวี
 มาลี
 โมซัมบิก
 โมร็อกโก
 ยูกันดา
 รวันดา
 ลิเบีย
 เลโซโท
 ไลบีเรีย
 สวาซิแลนด์
 สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
 อิเควทอเรียลกินี
 อียิปต์
 เอธิโอเปีย
 เอริเทรีย
 แองโกลา
 แอฟริกากลาง
 แอฟริกาใต้
 แอลจีเรีย



Back to Top

Visitors
hit counter script
สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
Democratic Republic of the Congo




(คลิกเพื่อดูรูปขนาดใหญ่)
ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของทวีปแอฟริกา มีอาณาเขตทิศตะวันตก ติดกับ สาธารณรัฐคองโก (Brazzaville) ทิศเหนือ ติดกับ แอฟริกากลางและซูดาน ทิศตะวันออก ติดกับ ยูกันดา รวันดา บุรุนดี และแทนซาเนีย ทิศใต้ ติดกับ แซมเบียและแองโกลา มีเขตแดนประชิดกับมหาสมุทรแอตแลนติกระหว่างสาธารณรัฐคองโก และแองโกลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น


พื้นที่ 2,344,885 ตร.กม. (ใหญ่กว่าไทยประมาณ 4.5 เท่า)

เมืองหลวง
กรุงกินชาซา (Kinshasa)

ประชากร
66.71 ล้านคน (2553)

ภูมิอากาศ
ตั้งอยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตร มีอากาศร้อนและฝนตกชุก ที่ราบสูงตอนใต้มีอากาศเย็นและแห้งแล้ง ส่วนที่ราบสูงทางภาคตะวันออกอากาศจะเย็นและเปียกชื้น สำหรับบริเวณด้านเหนือของเส้นศูนย์สูตร ฤดูฝนจะเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน - ตุลาคม และฤดูแล้งเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์ ส่วนบริเวณตอนใต้ของเส้นศูนย์สูตร ฤดูฝนจะเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน - มีนาคมและฤดูแล้งระหว่างเดือนเมษายน - ตุลาคม ด้านตะวันตกซึ่งเป็นบริเวณที่ราบทั่วไป มีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 26 องศาเซลเซียส ส่วนอุณหภูมิแถบที่ราบสูงและภูเขาเฉลี่ยประมาณ 18 องศาเซลเซียส ภูมิอากาศของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกเหมาะสมกับการเกษตรกรรมและป่าไม้.

ภาษาราชการ
ฝรั่งเศส Lingala Kingwana

ศาสนา
คริสต์ 70% (Roman Catholic 50% Protestant 20%) Kimbanguist 10% อิสลาม 10% ความเชื่อดั้งเดิม10%

วันชาติ 30 มิถุนายน

ระบบการปกครอง
ระบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร

ประธานาธิบดี
นายโจเซฟ คาบิลา (Joseph Kabila)

นายกรัฐมนตรี
นายอดอล์ฟ มูซิโต (Adolphe Muzito)

รัฐมนตรีต่างประเทศ
นายอเล็กซิส แธมเว มวัมบา (Alexis Thambwe Mwamba)

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
ก่อนที่ดินแดนคองโกจะตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาติตะวันตก ดินแดนคองโกแป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวปิ๊กมี่ (Pygmy) จากนั้นชนเผ่าบันตู (Bantu) ได้เริ่มเข้ามายึดครองพื้นที่และตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้ และเริ่มมีการจัดระบบการปกครองโดยมีกษัตริย์เป็นประมุข มีการทำเกษตรกรรม และการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ทำจากเหล็ก ในศตวรรษที่ 16 ดินแดนคองโกแบ่งการปกครองออกเป็นหลายราชอาณาจักร โดยอาณาจักรที่มีความสำคัญ ได้แก่ ราชอาณาจักรลูบา (Luba Kingdom) และสหพันธรัฐคูบา (Kuba Federation) ซึ่งทั้งสองอาณาจักรได้เจริญรุ่งเรืองถึงที่สุดในศตวรรษที่ 18 เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ดินแดนคองโกเริ่มเสื่อมถอยลง เนื่องจากมีหลากหลายชนชาติ อาทิ อาหรับ สวาฮิลี Nyamwezi เข้าไปทำการค้า และเข้าปล้นสดมภ์ชนพื้นเมืองเพื่อบังคับให้เป็นทาส รวมทั้งฆ่าช้างเพื่อเอางา นอกจากนี้ ยังเริ่มแผ่ขยายอิทธิพลของตนจนแทรกซึมไปทั่วดินแดนคองโก ทำให้ดินแดนคองโกอ่อนแอลง

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 กษัตริย์ Leopold ที่ 2 แห่งเบลเยี่ยมได้มอบหมายให้นาย Henry Mortan Stanley เดินทางสำรวจที่ลุ่มแม่น้ำคองโก ซึ่งเป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก และแหล่งทรัพยากร ตลอดจนแร่ธาตุที่สำคัญมากมาย โดยเฉพาะเพชร จากนั้นเบลเยี่ยมจึงเข้ายึดครองดินแดนคองโก โดยกำหนดให้คองโกมีสถานะเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และเป็นแหล่งทรัพยากรของ กษัตริย์ Leopold ที่ 2 ในการประชุม Berlin Conference ปี 2427-2428 (ค.ศ. 1884-19985) ชาติตะวันตกให้การรับรองว่าดินแดนคองโกเป็นของกษัตริย์เบลเยี่ยม โดยมีชื่อว่า The Congo Free State หลังจากนั้น เบลเยี่ยมได้สร้างเส้นทางคมนาคมเพื่ออำนวยความสะดวกในการขนถ่ายสินค้า และได้นำทรัพยากรจากคองโกไปใช้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังดัดแปลงรูปแบบเกษตรกรรมโดยให้ชาวคองโกเน้นการปลูกและแปรรูปยางพาราเพื่อส่งไปยังเบลเยี่ยมที่อยู่ในช่วงพัฒนาประเทศ และเริ่มให้บริษัทเอกชนเบลเยี่ยมเข้ามาทำเหมืองแร่ อาทิ เพชร อัญมณี และแร่ธาตุที่สำคัญอื่นๆ

ความต้องการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติและการกดขี่แรงงานชาวกองโกอย่างหนัก ทำให้ในปี 2451 ชาติตะวันตกอื่นๆ ไม่พอใจ และกดดันให้เบลเยี่ยมเปลี่ยนสถานะของคองโกจากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เบลเยี่ยมมาเป็นประเทศอาณานิคมของรัฐบาลเบลเยี่ยมโดยใช้ชื่อเป็น The Belgian Congo แทน การเปลี่ยนสถานะประเทศส่งผลให้สภาพความเป็นอยู่ของชาวคองโกดีขึ้น โดยประชาชนได้รับการศึกษาและได้ใช้ประโยชน์จากระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เบลเยี่ยมสร้างไว้ ต่อมานาย Joseph Kasavubu และนาย Patrice Lulumba ได้มีบทบาทแข็งขันในการเรียกร้องเอกราชให้คองโก นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังสนับสนุนชาวคองโกให้ลงประชามติเพื่อกำหนดสถานะของชาติตนได้ การพยายามเรียกร้องเอกราชเป็นเหตุให้เกิดการจลาจลในกรุงกินซาชาในปี 2502 ซึ่งเบลเยี่ยมไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ทำให้เบลเยี่ยมได้มอบเอกราชให้แก่คองโกในวันที่ 30 มิถุนายน 2503

หลังจากได้รับเอกราช คองโกได้จัดการเลือกตั้ง โดยนาย Lulumba ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีและนาย Kasavubu เป็นประมุขของรัฐ อย่างไรก็ตามสถานการณ์ภายในประเทศคองโก ยังอยู่ในความไม่สงบ เนื่องจากยังคงมีการต่อสู้ระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มกบฏต่างๆ และสถานการณ์ทวีความซับซ้อนมากขึ้นเมื่อกองกำลังทหารเบลเยี่ยมที่ถูกส่งเข้ามายังคองโก โดยให้เหตุผลว่า เพื่อปกป้องชาวเบลเยี่ยมและภาคเอกชนที่ยังไม่สามารถกลับเบลเยี่ยมได้

ความไม่สงบได้แพร่ขยายไปยังหลายพื้นที่และเกิดการแย่งชิงอำนาจ ทำให้เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2503 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council: UNSC) ได้รับรองข้อมติ UNSC ที่ 143 (1960) จัดตั้งภารกิจสหประชาชาติในคองโก (United Nations Operation in Congo: ONUC) เพื่อยืนยันการถอนกองกำลังเบลเยี่ยมออกจากคองโก สนับสนุนรัฐบาลจัดระเบียบ ความเรียบร้อยภายในรัฐ และ รักษาบูรณภาพแห่งดินแดนคองโก อย่างไรก็ตาม โดยที่ภารกิจสหประชาชาติไม่สามารถละเมิดกิจการภายในประเทศได้ ความขัดแย้งระหว่างผู้นำประเทศได้ก่อตัวขึ้นส่งผลให้นาย Kasavubu ปลดนาย Lulumba ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อมาเมื่อวันที่ 14 กันยายน Colonel Joseph Mobutu (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น Mobutu Sese Seko) ผู้บัญชาการทหารคองโกได้ปลดนาย Kasavu ออกจากตำแหน่ง

ความขัดแย้งในคองโกยังดำเนินต่อไปและมีการแบ่งดินแดนออกเป็น 4 ส่วนย่อย จนกระทั่งปี 2508 นาย Mobutu ได้เข้าควบคุมพื้นที่ได้สำเร็จและขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี สังกัดพรรค Popular Movement of the Revolution: MPR) โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปี หลังจากเข้ารับตำแหน่ง นาย Mobutu บริหารประเทศแบบรวมศูนย์ โดยได้ยกเลิกสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ประธานาธิบดีมีอำนาจจัดตั้งรัฐบาล วางนโยบายส่งเสริมความเป็นแอฟริกันที่แท้จริง (African Authenticity) วางแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศด้วยการส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน รักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศตะวันตก และสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน นอกจากนี้ ในปี 2514 ได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็นซาอีร์ (Zaire) อย่างไรก็ตาม การบริหารงานของนาย Mobutu เต็มไปด้วยความผิดพลาด ทำให้เกิดปัญหาการคอร์รัปชั่น การบริโภคทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง การนำคนเผ่าเดียวกันกับตน (เผ่า Ngbanda) มาบริหารประเทศจนก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าภายในประเทศ จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลนาย Mobutu นำโดยกลุ่มต่อต้านที่ใหญ่ที่สุด คือ กลุ่ม Front Liberation Nationale du Congo (FNLC) พยายามทำรัฐประหารเพื่อแยกดินแดน Katanga (อยู่ทางตอนใต้ของประเทศ) แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากรัฐบาลนาย Mobutu ได้รับความช่วยเหลือจากกองกำลังทหารของฝรั่งเศส เบลเยี่ยม และโมร็อกโก

นาย Mobutu พยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในประเทศโดยการวางนโยบายปฏิรูปทางการเมือง ทำให้ชาติตะวันตกเกิดความพอใจและเริ่มบริจาคเงินช่วยเหลือซาอีร์มากขึ้น แต่ประเทศกลับไม่พัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น เนื่องจากนาย Mobutu ได้ยกเลิกโครงการพัฒนาประเทศต่างๆ ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเลวร้ายลงเรื่อย และในปี 2533 นาย Mobutu อนุญาตให้จัดตั้งพรรคการเมืองอื่นในซาอีร์ได้ แต่นาย Mobutu มีอำนาจเหนือพรรคการเมืองทั้งหมด ทำให้กลุ่มผู้ต่อต้านนาย Mobutu มีจำนวนมากขึ้น และต้องการขับไล่นาย Mobutu ให้พ้นจากตำแหน่ง

จากสถานการณ์ความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในซาอีร์ นาย Mobutu ตัดสินใจจัดตั้งพรรคร่วมรัฐบาลในปี 2534 แต่ยังคงกุมอำนาจการบริหาร ความมั่นคง ตลอดจนกระทรวงต่างๆ ที่สำคัญไว้ การบริหารงานที่ผิดพลาดของนาย Mobutu ส่งผลให้ระบบการบริหารราชการแผ่นดิน และระบบเศรษฐกิจของซาอีร์ล้มเหลว นอกจากนี้ ความรุนแรงในซาอีร์ทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากปัญหาผู้อพยพชาว Hutu จากรวันดาที่ไหลทะลักเข้ามาในซาอีร์ ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชนเผ่า Hutu และ Tutsi ในซาอีร์ และเริ่มบานปลายออกไปเป็นสงครามกลางเมือง เมื่อกองกำลังของซาอีร์ (Zairiam: FAZ) สนับสนุนชาว Hutu ให้ต่อต้านชาวคองโกที่มีเชื้อสาย Tutsi ที่อาศัยอยู่ทางทิศตะวันออกของซาอีร์ ในทางกลับกันกองกำลังร่วมระหว่างรวันดาและยูกันดาได้บุกรุกเข้าไปในซาอีร์ เพื่อเข้าไปช่วยเหลือชนเผ่า Tutsi ต่อสู้กับ Hutu และพยายาม ล้มล้างอำนาจของนาย Mobutu และคาดหวังที่จะเข้าควบคุมทรัพยากรธรรมชาติในซาอีร์

จนกระทั่งในปี 2540 นาย Laurent Kabila ผู้นำกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังทหารรวันดา ยูกันดา แซมเบีย และแองโกลา ได้เข้าควบคุมพื้นที่ทางตะวันออกของซาอีร์ และสามารถเข้ายึดกรุงกินซาชาได้ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2541 และนาย mobutu ถูกปลดออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี และในวันที่ 29 พฤษภาคม นาย Kabila ได้สาบานตนเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo: DRC) ถึงแม้ว่านาย Kabila เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของ DRC แล้ว แต่กองกำลังทหารของรวันดายังต้องการอยู่ภายใน DRC เพื่อเข้าควบคุมประเทศเนื่องจากมีทรัพยากรจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม กองกำลังทหารรวันดาได้ถอนกำลังออกจากเมืองหลวง ไปตั้งมั่นที่เมือง Goma และจัดตั้งกลุ่มกบฏขึ้นใช้ชื่อว่า Rassemblement Congolais pour la Democratie (RCD) นำโดยชนเผ่า Tutsi เพื่อต่อสู้กับรัฐบาลนาย Kabila ในขณะเดียวกัน ยูกันดาได้จัดตั้งกลุ่ม Movement for the Liberation of Congo (MLC) ขึ้น ซึ่งนำโดยผู้นำทางทหารของ DRC ชื่อ Jean-Pierre Bemba เพื่อต่อต้านอิทธิพลของรวันดาใน DRC การต่อสู้ของกลุ่มกบฏทั้งสองนำมาสู่การเกิดสงครามกลางเมืองครั้งที่ 2 ใน DRC นอกจากนี้กลุ่มประเทศ Southern African Development Community (SADC) ประกอบด้วย แองโกลา ซิมบับเว และนามิเบีย ได้ส่งกำลังทหารเข้าช่วยเหลือรัฐบาล DRC ในฐานะเป็นพันธมิตรกลุ่ม SADC นอกจากนี้ ซูดาน ลิเบีย และชาดได้ส่งกองกำลังเข้าช่วยเหลือรัฐบาลนาย Kabila ด้วย

สหประชาชาติเริ่มเข้ามามีบทบาทแก้ไขความขัดแย้งใน DRC อีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 UNSC ได้รับรองข้อมติ UNSC ที่ 1279 (1999) จัดตั้งภารกิจสหประชาชาติใน DRC (United Nations Organization Mission in DR Congo: MONUC) เพื่อเข้ามายุติสงคราม และในปีเดียวกันทุกฝ่ายได้ร่วมลงนามข้อตกลงหยุดยิงลูซากา (Lusaka Ceasefire Agreement) โดยรัฐบาลนาย Kabila สามารถยึดพื้นที่ทางตะวันออกและทางใต้ของ DRC ได้สำเร็จ ส่วนกลุ่มกบฏยึดพื้นที่ทางเหนือและตะวันตก อย่างไรก็ตาม ในปีถัดมาการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงได้หยุดชะงักไป เนื่องจาก ความขัดแย้งระหว่างชนเผ่ากลับมาปะทุอีกครั้งทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ทำให้ทั้งยูกันดาและรวันดาต่างส่งกองกำลังเข้ามาใน DRC และในปี 2543 ความพยายามในการเจรจาสันติภาพระหว่างทั้งสามฝ่ายเกิดขึ้นอีกครั้ง โดยยูกันดาและ DRC ได้ลงนามความตกลงรักษาสันติภาพลูอันดา (Luanda Agreement) ทำให้ยูกันดาถอนกำลังทหารออกจาก DRC และหลังจากนั้นกองกำลังรวันดาได้เริ่มถอนกำลังทหารเช่นกัน

ในปี 2544 นาย Kabila ถูกลอบสังหาร ทำให้นาย Joseph Kabila บุตรชายขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแทน รัฐบาลนาย Joseph Kabila สนับสนุนให้จัดการเจรจาสันติภาพ เพื่อยุติสงคราม ในปี 2546 ทุกฝ่ายได้ลงนามในความตกลงสันติภาพพริทอเรีย (Pretoria Accord) ส่งผลให้ความขัดแย้งยุติลงชั่วระยะหนึ่ง และนาย Joseph Kabila สามารถจัดตั้งรัฐบาลผสม และรัฐสภาชั่วคราวได้สำเร็จ หลังจากนั้น ในเดือนมิถุนายน 2546 ความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าได้กลับมาปะทุอีกครั้งบริเวณฝั่งตะวันออกของ DRC กองกำลังสหประชาชาติได้ส่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพเข้าไปควบคุมสถานการณ์ และในเดือนถัดมากลุ่มกบฏได้ร่วมกับรัฐบาลจัดตั้งคณะรัฐบาลชุดใหม่ และมีการจัดการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการขึ้นในปลายปี 2549 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 40 ปี ตั้งแต่ได้รับเอกราช ซึ่งนาย Joseph Kabila ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นใน DRC นี้ ได้รับการขนานนามว่าเป็น Africa's World War หรือ Great War of Africa เนื่องจากมีประเทศเข้าร่วมสงคราม 8 ประเทศ กลุ่มก่อความไม่สงบ 25 กลุ่ม และมีผู้เสียชีวิตจากสงคราม ความอดอยาก และโรคระบาดในขณะนั้นมากกว่า 5 ล้านคน แม้ว่าประธานาธิบดี Joseph Kabila จะชนะการเลือกตั้งเมื่อปลายปี 2549 แต่เป็นที่ชัดเจนว่า ประธานาธิบดี Kabila และนาย Jean-Pierre Bemba จะยังคงเป็นคู่แข่งทางการเมืองระหว่างกันต่อไปและรัฐบาลปัจจุบันยังต้องหามาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบทางด้านตะวันออกของประเทศซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลุ่มก่อความไม่สงบหลายกลุ่มใช้เป็นแหล่งปฏิบัติการ นอกจากนี้ กองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติยังเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการสร้างกฎระเบียบสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกให้เกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลปัจจุบันมีเสถียรภาพและสามารถพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในปลายปี 2549 ความไม่สงบได้ปะทุขึ้นอีกครั้งทางตอนเหนือของเมืองคิวู ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของ DRC และติดกับพรมแดนรวันดา โดยนาย Laurent Nkumda ผู้นำกลุ่มก่อความไม่สงบชาวคองโกชนเผ่า Tutsi ที่ได้รับการสนับสนุนจากรวันดา ได้บุกยึดบริเวณดังกล่าวส่งผลให้มี ผู้หนีภัยจากการสู้รบมากกว่าหนึ่งหมื่นคน นอกจากนี้ สหรัฐฯ ตกลงให้ความช่วยเหลือทางกำลังทหารแก่รัฐบาล DRC เพื่อต่อสู้กับนาย Nkumda และกลุ่ม Forces democratiques do liberation du Rwanda (FDLR) ซึ่งเป็นชนเผ่า Hutu ได้เข้าร่วมการสู้รบครั้งนี้ด้วย ต่อมาในปี 2550 รวันดาและ DRC ได้ร่วมเจรจากันที่กรุงไนโรบี และในเดือนมกราคม 2551 คู่กรณีทุกฝ่ายได้เข้าร่วมการประชุมสันติภาพเพื่อเจรจาร่วมกัน โดยที่ประชุมตกลงให้มีการหยุดยิง แต่ในเดือนสิงหาคมและกันยายนปีเดียวกันความขัดแย้งกลับปะทุขึ้นอีกครั้งทางตอนเหนือของเมืองคิวู การสู้รบกับครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้หนีภัยจากการสู้รบมากกว่าหนึ่งล้านคน

นอกจากนี้ในเดือนพฤษภาคม 2552 กลุ่ม FDLR ได้โจมตีหมู่บ้านทางตอนใต้ของเมืองคิวู ส่งผลให้สถานการณ์ทางตะวันออกของ DRC ตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ผู้นำกลุ่ม FDLP ถูกจับกุมที่เยอรมนีภายใต้แรงผลักดันของสหรัฐฯ


1. การเมืองการปกครอง
DRC ปกครองในระบอบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ และนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำรัฐบาล สถาบันการเมืองประกอบด้วยฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการโดยแบ่งออกเป็น 25 จังหวัด
ฝ่ายบริหารประกอบด้วยประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี และสามารถดำรงตำแหน่งได้ 2 วาระ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นาย Joseph Kabila บุตรชายประธานาธิบดี Laurent Kabila เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2544
ฝ่ายนิติบัญญัติ ประกอบด้วยสมัชชาแห่งชาติ (สภาผู้แทนราษฏร) ซึ่งประกอบด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 500 คน ได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน อยู่ในตำแหน่งวาระละ 5 ปี และวุฒิสภาซึ่งประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 108 คน ได้รับเลือกจากสภานิติบัญญัติของแต่ละจังหวัด
ฝ่ายตุลาการประกอบด้วยศาลรัฐธรรมนูญ (Constitutional Court) ศาลอุทธรณ์ (Appeal Court) และคณะกรรมาธิการแห่งรัฐ (Council of State) นอกจากนี้ยังประกอบด้วยศาลสูงทางทหาร (High Military Court)

2. เศรษฐกิจและสังคม
ความขัดแย้งภายในประเทศส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของ DRC เป็นอย่างมาก เนื่องจากทำให้ระบบเศรษฐกิจของคองโกอยู่ภาวะถดถอยเนื่องจากรายได้เข้าประเทศลดลง และมีภาระจากหนี้ต่างชาติเพิ่มขึ้น รัฐบาลนาย Joseph Kabila พยายามแก้ไขปัญหาและเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ โดยวางนโยบายฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่าง DRC กับองค์กรทางการเงินระหว่างประเทศ อาทิ ธนาคารโลก World Bank และประเทศผู้บริจาคต่างๆ เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่องค์กร/ผู้บริจาคกำหนดๆ ไว้ และยังมีปัญหาคอร์รัปชั่น ที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลได้วางแผนปฏิรูประบบเศรษฐกิจ โดยเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในธุรกิจการทำเหมืองเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบัน DRC ได้ทำโครงการสำรวจ แร่ธาตุร่วมกับจีน และจีนจะปล่อยเงินกู้ให้ DRC จำนวน 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆ

ถึงแม้ว่า DRC เป็นประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะแร่ธาตุต่างๆ อาทิ แร่โคบอลต์ ทองแดง เพชร แทนทาลัม (ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ) ปิโตรเลียม พลอย ทอง เงิน แมงกานีส ดีบุก ยูเรเนียม ถ่านหิน แต่อุตสาหกรรมเหมืองแร่ของ DRC ยังมีขนาดเล็ก โดยคิดเป็นร้อยละ 14 ของรายได้ทั้งหมดของประเทศ โดยรายได้ส่วนใหญ่ของประเทศเกิดจากภาคเกษตรกรรม และการค้าไม้ซุง โดยคิดเป็นร้อยละ 40 ของประเทศ

ผลกระทบของความขัดแย้งยังส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ชองชาว DRC เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ของประเทศประสับปัญหาความยากจน และต้องเผชิญหน้ากับภัยจากโรคระบาด อาทิ โรคเอดส์และมาลาเรีย การขาดแคลนอาหารและสารอาหารที่จำเป็น นอกจากนี้สงครามยังทำลายระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆ ของประเทศ อาทิ เส้นทางคมนาคม ทำให้ประชาชนต้องใช้ชีวิตด้วยความยากลำบาก ซึ่งรัฐบาลต้องพึ่งพาเงินบริจาคจากองค์กรระหว่างประเทศและประเทศผู้บริจาคเป็นหลัก

3. นโยบายต่างประเทศ
DRC เป็นประเทศยุทธศาสตร์ประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกา เนื่องจากตั้งอยู่ในใจกลางของทวีปและมีขนาดใหญ่ รวมทั้งมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้การดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านโดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับด้านความมั่นคงเป็นหลัก

ความขัดแย้งระหว่าง DRC กับประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนใหญ่เกิดทางด้านฝั่งตะวันออกของประเทศ โดยความขัดแย้งกับรวันดาเกิดจากการสู้รบระหว่างอดีตกลุ่มทหาร Interahamwe ชนเผ่า Hutu ที่เคยสังหารชาวรวันดาเชื้อสาย Tutsi มากกว่าแปดแสนคน และหลบหนีเข้ามายังภาคตะวันออกของ DRC กับกองกำลังทหารของรวันดาชนเผ่า Tutsi ที่ต้องการไล่ล่าอดีตกองกำลังทหารกลุ่มนี้ สำหรับความสัมพันธ์กับยูกันดา มีแนวโน้มเป็นไปในทางที่ดีขึ้น เนื่องจากยูกันดาได้ลดจำนวนกำลังทหารใน DRC ลง และเริ่มมีการปรับระดับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน อย่างไรก็ตามยังคงมีความตึงเครียดและการปะทะกันตามแนวชายแดนบริเวณ Lake Albert อยู่บ้าง เนื่องจากเป็นบริเวณที่คาดว่าเป็นแหล่งน้ำมัน

DRC มีความสัมพันธ์ที่ดีกับแอฟริกาใต้ เนื่องจากช่วยเหลือ DRC ในช่วงจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว และสนับสนุนกองกำลังรักษาสันติภาพใน DRC

DRC พัฒนาความสัมพันธ์กับจีนอย่างรวดเร็ว โดย DRC นำเข้าสินค้าจากจีนในหลายรูปแบบและเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับระบบโทรคมนาคม ในขณะที่จีนนำเข้าแร่ธาตุจากคองโกจำนวนมากเช่นกัน นอกจากนี้ทั้งสองประเทศยังริเริ่มโครงการสำรวจแร่ธ่ตุต่างๆ ภายในประเทศ โดยจีนให้เงินกู้แก่ DRC จำนวน 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะสร้างระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ตลอดจนเส้นทางคมนาคมให้แก่ DRC สำหรับบทบาทของ DRC ในเวทีระหว่างประเทศ DRC เป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญต่างๆ อาทิ African Union (AU), Cotonou Convention, Common Market for Eastern and Southern Africa (COMESA) และ South African Development Community (SADC) นอกจากนี้ DRC ต้องการฟื้นฟูความน่าเชื่อถือกับองค์กรทางการเงินระหว่างประเทศ อาทิ IMF, World Bank รวมทั้งสหภาพยุโรป และประเทศมหาอำนาจที่เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ อาทิ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส เพื่อนำเงินมาพัฒนาประเทศต่อไป


ข้อมูลเศรษฐกิจ/การค้า
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 12.30 พันล้าน USD (ไทย: 317.8 พันล้าน USD) สกุลเงิน ฟรังก์คองโก (CDF) (1บาท = 29.60 CDF) (สถานะ ณ วันที่ 20 มิ.ย. 54)
รายได้ประชาชาติต่อหัว 184.42 USD (ไทย: 4,719.8 USD)
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 7.1 (ไทย: ร้อยละ 7.8)
อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 15 (ไทย: ร้อยละ 3.3)
อุตสาหกรรมที่สำคัญ การทำเหมือง ถลุงแร่ สินค้าอุปโภค บริโภค รวมทั้งวัสดุ สิ่งทอ รองเท้า บุหรี่ อาหาร และเครื่องดื่ม ซีเมนต์ ซ่อมเรือพาณิชย์
ทรัพยากรธรรมชาติ
โคบอลต์ ทองแดง นิโอเบียม แทนทาลัม ปิโตรเลียม อุตสาหกรรมเพชร พลอย ทอง เงิน สังกะสี แมงกานีส ดีบุก ยูเรเนียม ถ่านหิน พลังงานน้ำ ป่าไม้
สินค้าส่งออกที่สำคัญ เพชร ทอง ทองแดง โคบอลต์ ผลิตภัณฑ์จากไม้ น้ำมันดิบ กาแฟ
สินค้านำเข้าที่สำคัญ ผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องจักร อุปกรณ์ขนส่ง เชื้อเพลิง
ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ
ส่งออกไป จีน เบลเยียม ฟินเลนด์ สหรัฐอเมริกา แซมเบีย

นำเข้าจาก แอฟริกาใต้ เบลเยี่ยม จีน แซมเบีย ฝรั่งเศส ซิมบับเว เคนยา เนเธอร์แลนด์ อิตาลี
หน่วยเงินตรา ฟรังก์คองโก (CDF) (1บาท = 29.60 CDF) (สถานะ ณ วันที่ 20 มิ.ย. 54)

ความสัมพันธ์ไทย-สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (2553)
มูลค่าการค้าไทย-สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
0.49 ล้าน USD (ไทยส่งออก 0.49 ล้าน USD ไม่มีการนำเข้า ไทยได้ดุลการค้า 0.49 ล้าน USD)
สินค้าส่งออกของไทยรถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ
สินค้านำเข้าจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกไม่ปรากฎรายงานสินค้านำเข้า
การลงทุนไม่ปรากฎข้อมูล
การท่องเที่ยวชาวสาธารณรัฐประชาธิปไตคองโกมาไทย 10 คน (2553)
การตรวจลงตราขอรับการตรวจลงตราตามปกติได้ที่ สถานเอกอัครราชทูตประชาธิปไตยคองโกประจำจีน
สำนักงานไทยที่ดูแลสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี
สำนักงานสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกที่ดูแลไทยสถานเอกอัครราชทูตประชาธิปไตยคองโกประจำจีน


1. ความสัมพันธ์ทั่วไป
1.1 ความสัมพันธ์ด้านการเมือง/การทูต
ไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2512 โดยทางการไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบีมีเขตอาณาครอบคลุมสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกในขณะที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกประจำกรุงปักกิ่งมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย

1.2 ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
ในปี 2551 มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับคองโก มีมูลค่า 151.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 44.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 106.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้าเป็นเงิน 61.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปคองโกได้แก่ ข้าว เม็ดพลาสติก ผ้าผืน อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เสื้อผ้าสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์พลาสติก รถยนต์และส่วนประกอบ และสินค้านำเข้าจาก DRC ได้แก่ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ไม้ซุง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์

2. ความตกลงที่สำคัญๆ กับไทย
ยังไม่มีการทำความตกลงระหว่างกัน

3. การเยือนที่สำคัญ
ฝ่ายคองโก
- เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน - 2 ธันวาคม 2511 เอกอัครราชทูต Marcel Lengema ผู้แทนส่วนตัวของประธานาธิบดี Mobutu แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาลเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี และได้เสนอให้มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายสาส์น ขอเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศไทยของประธานาธิบดีประชาธิปไตยคองโก และเข้าพบนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศด้วย

ฝ่ายไทย
- เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2503 ประเทศไทยได้ส่งคณะผู้แทนไปร่วมในพิธีฉลองเอกราชที่กรุงกินชาซาในโอกาสที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกได้รับและฉลองเอกราช

สถานะเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553