รายชื่อประเทศในทวีปแอฟริกา
 กานา
 กาบอง
 กินี
 กินีบิสเซา
 แกมเบีย
 โกตดิวัวร์
 คองโก
 คอโมโรส
 เคนยา
 เคปเวิร์ด
 แคเมอรูน
 จิบูตี
 ชาด
 ซิมบับเว
 ซูดาน
เซาท์ซูดาน
 เซเชลล์
 เซเนกัล
 เซาตูเมและปรินซิปี
 เซียร์รา ลีโอน
 แซมเบีย
 โซมาเลีย
 ตูนีเซีย
 โตโก
 แทนซาเนีย
 นามิเบีย
 ไนจีเรีย
 ไนเจอร์
 บอตสวานา
 บุรุนดี
 บูร์กินาฟาโซ
 เบนิน
 มอริเชียส
 มอริเตเนีย
 มาดากัสการ์
 มาลาวี
 มาลี
 โมซัมบิก
 โมร็อกโก
 ยูกันดา
 รวันดา
 ลิเบีย
 เลโซโท
 ไลบีเรีย
 สวาซิแลนด์
 สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
 อิเควทอเรียลกินี
 อียิปต์
 เอธิโอเปีย
 เอริเทรีย
 แองโกลา
 แอฟริกากลาง
 แอฟริกาใต้
 แอลจีเรีย



Back to Top

Visitors
hit counter script
สาธารณรัฐเบนิน
The Republic of Benin




(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกา
ทิศเหนือ ติดกับไนเจอร์ และบูร์กินาฟาโซ
ทิศใต้ ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก บริเวณอ่าวกินี
ทิศตะวันออก ติดกับไนจีเรีย และทิศตะวันตกติดกับโตโก มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 125 กิโลเมตร


พื้นที่ 112,622 ตร.กม. (เล็กกว่าไทยประมาณ 4.5 เท่า)

เมืองหลวง กรุงปอร์โต-โนโว (Porto-Novo) มีประชากรประมาณ 2.5 แสนคน (ปี 2552)

ประชากร 8.63 ล้านคน (2553)

เมืองสำคัญ
เมือง Cotonou ซึ่งเป็นที่ตั้งที่ทำการรัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ และเป็นเมืองท่าสำคัญ มีประชากร ประมาณ 734.1 ล้านคน

ภูมิอากาศ
ทางภาคใต้บริเวณชายฝั่งมหาสมุทรมีอากาศร้อนชื้น และมีฤดูฝน 2 ช่วง คือ ระหว่างเดือนมีนาคมถึงกรกฎาคม และระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ส่วนทางภาคเหนือจะมีฝนตกเฉพาะระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน ปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ย 1,300 มิลลิเมตรต่อปี

ภาษาราชการ
ฝรั่งเศส

ศาสนา
คริสต์ 42.8% อิสลาม 24.4% อื่นๆ 32.8%

ระบบการปกครอง
เบนินมีระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐ (Unitary Republic) รัฐเดี่ยว ตามรัฐธรรมนูญปี 2533 ซึ่งกำหนดให้ประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐ และผู้นำรัฐบาล รวมทั้งเป็นผู้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นาย Boni Yayi

รัฐมนตรี ประธานาธิบดีได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน โดยมีวาระสมัยละ 5 ปี

ประธานาธิบดี นาย Boni Yayi

รัฐมนตรีต่างประเทศ
นาย Jean-Marie Ehouzou

เว็บไซต์ทางการ
www.gouv.bj

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป

ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ชายฝั่งทะเลของเบนินเป็นศูนย์กลางการค้าทาส และการค้าขายระหว่างพ่อค้าชาวฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และโปรตุเกส ชนพื้นเมืองกระจุกตัวอยู่ที่ศูนย์กลางอำนาจใน 3 พื้นที่หลัก ได้แก่ เมือง Abomey ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ เมือง Porto-Novo ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ และเมือง Bariba ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในปี ค.ศ. 1625 (พ.ศ. 2168) เมือง Abomey ได้แผ่อิทธิพลและสามารถรวบรวมกลุ่มต่างๆ ก่อตั้งเป็น อาณาจักรดาโฮเมย์ (Dahomey) ต่อมาในปี ค.ศ. 1893 (พ.ศ. 2436) ดินแดนดังกล่าวได้ตกอยู่ภายใต้การปกครอง (Protectorate) ของฝรั่งเศส และในปี ค.ศ. 1904 (พ.ศ. 2447) Dahomey หรือประเทศเบนินในปัจจุบัน ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาพันธ์แอฟริกาตะวันตกของฝรั่งเศส (French West African Federation) โดยมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการบริหารของภูมิภาค และศูนย์กลางการศึกษาของฝรั่งเศสสำหรับอาณานิคมฝรั่งเศสในแอฟริกา

เบนินได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ.1960 (พ.ศ.2503) โดยมี นาย Hubert Maga เป็นประธานาธิบดีคนแรก หลังจากนั้นได้เกิดรัฐประหารเปลี่ยนผู้นำถึง 5 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1972 (พ.ศ. 2515) นำโดยพันตรี Mathieu Kerekou ซึ่งต่อมาดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี และได้ประกาศใช้การปกครองระบอบสังคมนิยมมาร์กซ์-เลนิน ฝักใฝ่สหภาพโซเวียต จีน และคิวบา และได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็นสาธารณรัฐประชาชนเบนิน (People's Republic of Benin) ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1975 (พ.ศ. 2518) ภายใต้การปกครองของประธานาธิบดี Kerekou ในระบอบสังคมนิยม เบนินประสบปัญหาความล้าหลังทางเศรษฐกิจและความยากจน ในปี ค.ศ. 1989 (พ.ศ. 2532) ประชาชนได้ทำการประท้วงจนรัฐบาลต้องจัดให้มีการประชุมแห่งชาติ นำไปสู่การล้มล้างการปกครองตามลัทธิมาร์กซ์-เลนิน และจัดตั้งรัฐบาลรักษาการเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้รับการเห็นชอบโดยการลงประชามติรับรองเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2533)

ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1991 (พ.ศ. 2534) มีการจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นครั้งแรก โดยนาย Nicephore Soglo อดีตนายกรัฐมนตรีรักษาการ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อมาในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1996 (พ.ศ. 2539) นาย Mathieu Kerekou อดีตประธานาธิบดี ได้รับชัยชนะ และกลับเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อเนื่องอีก 2 สมัยจนถึงปี ค.ศ. 2006 (พ.ศ. 2549) ซึ่งประธานาธิบดี Kerekou ได้คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำหนดอายุประธานาธิบดีไม่ให้เกิน 70 ปี และลงจากตำแหน่งเปิดทางให้มีการเลือกตั้งอย่างเสรี ส่งผลให้นาย Boni Yayi ผู้สมัครอิสระ ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 2006 (พ.ศ. 2549)


1. การเมืองการปกครอง

1.1 เบนินมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญปี 2533 ซึ่งกำหนดให้ประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐ และผู้นำรัฐบาล โดยมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี จำกัดไม่เกิน 2 สมัย และมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นาย Boni Yayi เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2549 และได้แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2549 ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 22 คน ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจในการยุบสภา

1.2 รัฐสภาเป็นแบบสภาเดียว ประกอบด้วยสมาชิก 83 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน มีวาระ 4 ปี การเลือกตั้งครั้งล่าสุดมีขึ้นในเดือนมีนาคม 2550 พรรค Force cauris pour un Benin emergent (FCBE) ซึ่งสนับสนุนนาย Boni Yayi ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา 35 ที่นั่ง และได้จัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคการเมืองเล็กอื่น ๆ จำนวนมาก ทั้งนี้ การรวมกลุ่มทางการเมืองของพรรคการเมืองต่าง ๆ ในรัฐสภาเบนินส่งผลอย่างมากต่อภาพลักษณ์ความเป็นเอกภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล นาย Boni Yayi ประธานาธิบดีจึงได้เสนอให้มีการจัดทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะปฏิรูปฝ่ายบริหารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ยังไม่มีข้อสรุปในเรื่องดังกล่าว

1.3 ฝ่ายตุลาการ ประกอบด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา และศาลสูง

1.4 ประเด็นสำคัญที่รัฐบาลชุดปัจจุบันถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม ได้แก่ ปัญหาไฟฟ้าดับ การคอร์รัปชั่นในภาครัฐ แผนสวัสดิการสังคมที่ไม่ครอบคลุมทั่วถึง ปัญหาว่างงาน การบริหารประเทศและดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันยังคงได้รับการต่อต้านจากฝ่ายค้าน ซึ่งถือครองเสียงจำนวนมากในสภา เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ฝ่ายค้านไม่ให้การรับรองรายงานของประธานาธิบดีต่อสภา และประท้วงรัฐบาลด้วยการไม่เข้าร่วมการเปิดประชุมสภาเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2553 ส่งผลให้สภาไม่สามารถเปิดวาระการประชุมได้ เนื่องจากองค์ประกอบไม่ครบ

1.5 ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไปซึ่งจะมีขึ้นในปี 2554 เป็นที่คาดการณ์ว่า นาย Boni Yayi จะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้ง โดยคู่แข่งคนสำคัญ ได้แก่ นาย Adrien Houngbedji หัวหน้าพรรค Parti du renouveau democratique (PRD) ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเคยลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา โดยในการเลือกตั้งครั้งต่อไปนี้ นาย Houngbedji ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของพรรคฝ่ายค้านทั้ง 5 พรรค ซึ่งเรียกตนเองว่า Union fait la Nation (UFN)[1] นอกจากนี้ ยังมีนาย Abdoulaye Bio-Tchane อดีตรัฐมนตรีเศรษฐกิจและการคลัง ซึ่งปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารแอฟริกาตะวันตกเพื่อการพัฒนา (West African Development Bank หรือ BOAD[2]) ในขณะที่ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งรายอื่น ๆ ยังไม่เป็นที่กล่าวถึงมากนัก

1.6 สำหรับการปฏิรูประบบเลือกตั้งนั้น ประธานาธิบดีได้พยายามนำระบบการลงทะเบียนเลือกตั้งด้วยคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Liste electorale permanente หรือ LEPI มาใช้ โดยเชื่อว่า จะนำไปสู่การเลือกตั้งที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น การปฏิรูปดังกล่าวถูกต่อต้านจากฝ่ายค้านด้วยการลงคะแนนเสียงคัดค้านในสภา อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยว่า การลงคะแนนเสียงดังกล่าวไม่เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตยและเป็นการใช้อำนาจในทางที่ผิดซึ่งจะส่งผลต่อข้อตกลงที่เป็นทางการระหว่างเบนินกับหน่วยงานต่างประเทศที่ให้การสนับสนุนทางเทคนิคและการเงิน ที่ผ่านมา เบนินได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงินจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปเป็นเงินรวมกว่า 26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้เป็นปัจจัยขับเคลื่อนโครงการปฏิรูประบบเลือกตั้งของประเทศ

2. เศรษฐกิจ

2.1 เศรษฐกิจของเบนินจัดอยู่ในขั้นปฐมภูมิ รายได้ส่วนใหญ่มาจากภาคบริการและภาคการเกษตร โดยมีฝ้ายเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก (16.7% ของการส่งออกทั้งหมด) นโยบายเพิ่มความหลากหลายทางผลผลิตทางการเกษตรไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากเกษตรการยังคงหวังผลกำไรจากราคาฝ้ายที่มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น การนำเข้าสินค้าเพื่อส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน (Re-export) คิดเป็น 41.2% ของการส่งออกทั้งหมด

2.2 แม้ว่าจะเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตฝ้ายรายใหญ่ที่สุดของแอฟริกา เบนินยังคงถูกจัดให้เป็นประเทศที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เศรษฐกิจของเบนินยังคงพึ่งพาไนจีเรียเป็นอย่างมาก ในฐานะที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดต่อกันตลอดชายแดนภาคตะวันออกของเบนิน (773 กิโลเมตร) อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าจากเบนินไปยังไนจีเรียมักได้รับผลกระทบจากนโยบายกีดกันสินค้าข้ามพรมแดนของไนจีเรีย อาทิ การออกระเบียบที่เคร่งครัด และการปิดพรมแดน นอกจากนี้ เบนินยังต้องพึ่งพาพลังงานจากไนจีเรีย ในปัจจุบันมีโครงการ West African Gas Pipeline (WAGP) ในความร่วมมือระหว่างไนจีเรียและเบนินเพื่อสร้างท่อลำเลียงน้ำมันจากไนจีเรียไปยังเบนิน กานา และโตโก ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2553 (แต่เดิมกำหนดไว้ให้แล้วเสร็จในปี 2550) และน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเบนิน และพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศให้ดีขึ้นในอนาคต

2.3 ในปี 2548 กลุ่ม G8 ได้ออกมาตรการปลดหนี้ให้กับเบนินและประเทศอื่นๆ ในแอฟริกา ซึ่งทำให้สถานการณ์ทางด้านหนี้สินต่างประเทศบรรเทาลงบ้าง แต่รัฐบาลเบนินก็ยังคงต้องแบกรับภาระจากการที่รัฐวิสาหกิจประสบปัญหาขาดทุนและการมีระบบราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพ รัฐบาลเบนินจึงได้ริเริ่มดำเนินโครงการปรับโครงสร้างระบบราชการและรัฐวิสาหกิจต่างๆ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลกตั้งแต่ปี 2534 รัฐบาลเบนินชุดปัจจุบันสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเน้นด้านการท่องเที่ยว การพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร การพัฒนาโครงสร้างคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ

2.4 รัฐบาลเบนินมุ่งดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่จะเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ โดยการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคในประเทศ โดยเฉพาะในด้านโทรคมนาคม การประปา การไฟฟ้า และการเกษตร ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่ปี 2544 แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จนัก ปัจจุบัน ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกส่งผลให้โครงการก่อสร้างและพัฒนาระบบสาธารณูปโภคอาจจะต้องเลื่อนออกไปก่อน แม้ว่ารัฐบาลจะได้อนุมัติให้บริษัท Bollore ของฝรั่งเศสเข้ามาลงทุนในโครงการพัฒนาท่าเรือและสนามบินในเมืองโกโตนู มูลค่ากว่า 247 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้วก็ตาม

2.5 ปัญหาการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้ายังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของเบนิน (มีศักยภาพการผลิตเพียง 120 ล้าน kWh ในขณะที่มีความต้องการบริโภค 595 ล้าน kWh) การแปรรูปรัฐวิสาหกิจของบริษัทผลิตไฟฟ้า SBEE (Societe Beninoise d'energie electrique) ยังคงได้รับแรงต่อต้านจากกลุ่มพนักงานลูกจ้างของบริษัท ในขณะที่ภาคเอกชนยังคงมีความลังเลที่จะเข้ามาดำเนินการรับช่วงต่อเนื่องจากปัญหาหนี้ค้างชำระของบริษัท จึงมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะชะลอการแปรรูปบริษัทดังกล่าวไว้ก่อนจนกว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเสร็จสิ้นลง

2.6 นโยบายการเงินของเบนินถูกกำหนดโดยธนาคารกลางแห่งรัฐในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก (Banque centrale des Etats de l'Afrique de l'ouest หรือ BCEAO) ซึ่งมุ่งควบคุมระดับเงินเฟ้อและรักษาการตรึงค่าเงิน CFA franc ไว้กับเงินสกุลยูโร (1 ยูโร เท่ากับ 655.957 CFAfr) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 เป็นต้นมา สภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้น ในขณะที่ประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรกำลังประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจส่งผลให้เงินยูโรมีแนวโน้มที่จะอ่อนตัวลง ซึ่งก็จะดึงให้ค่าเงินสกุลฟรังก์เซฟาลงลงตามไปด้วย (อัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยปี 2552 คือ 472 ฟรังก์เซฟา เท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐ)

2.7 ปัจจุบัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเสนอแนวทางปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ โดยเมื่อเดือนมิถุนายน 2553 IMF ได้อนุมัติโครงการเงินกู้ Extended credit facility หรือ ECF[3] ในวงเงิน 109 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับเบนินในระยะเวลา 3 ปี โดยในเบื้องต้น IMF ได้อนุมัติเงินกู้ในวงเงิน 15.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้ก่อน และได้เรียกร้องให้รัฐบาลเบนินลดการเสียดุลงบประมาณ สร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค และเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศโดยเร็ว สำหรับธนาคารโลกนั้น ได้อนุมัติเงินช่วยเหลือจำนวน 38 ล้านดอลลาร์สหรัฐและเงินกู้ในวงเงิน 229 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและโครงการสาธารณสุขของเบนิน อย่างไรก็ตาม แผนการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของรัฐบาลได้รับการต่อต้านจากประชาชนจำนวนมากที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ทำให้รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะในบริบทของการเลือกตั้งประธานาธิบดีและการเลือกตั้งทั่วไปที่ใกล้เข้ามา

2.8 โครงการปฏิรูปเศรษฐกิจของเบนินที่ได้รับเงินสนับสนุนจากธนาคารโลก ได้แก่ การบริหารจัดการเพื่อแก้ปัญหาความยากจน การปรับปรุงระบบสารสนเทศและการส่งเสริม e-business การปรับปรุงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข การปรับปรุงเครือข่ายถนนเชื่อมต่อจากเมือง Abidjan ของโกตดิวัวร์ ผ่านกานา โตโก เบนิน ไปสู่เมืองลากอสในไนจีเรีย ซึ่งเป็นเครือข่ายถนนเชื่อมโยงประเทศที่สำคัญที่สุดในแอฟริกาตะวันตก นอกจากนี้ เบนินยังได้รับเงินสนับสนุนทั้งในรูปแบบเงินกู้และเงินช่วยเหลือจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งแอฟริกา (African Development Bank หรือ AfDB) เป็นจำนวนรวมกว่า 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้ในโครงการก่อสร้างถนน Ndali-Nikki-Chicandou บริเวณชายแดนที่ติดต่อกับไนจีเรียด้วย

2.9 สำหรับองค์กรอื่น ๆ ที่ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่เบนิน ได้แก่ สหภาพยุโรป และธนาคารแอฟริกาตะวันตกเพื่อการพัฒนา (BOAD) โดยในส่วนก็สหภาพยุโรป เป็นการให้เงินช่วยเหลือเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและสนับสนุนการผลิตข้าวเพื่อทดแทนการนำเข้า (ปริมาณการผลิตข้าวของเบนินเพิ่มมขึ้นจากแต่เดิมมากในปัจจุบัน โดยในปี 2552 เบนินผลิตข้าวได้ประมาณ 1 แสนตัน แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อปริมาณความต้องการบริโภคภายในประเทศที่มีอยู่ประมาณ 4 แสนตัน)

3. นโยบายต่างประเทศ

3.1 ปัจจุบัน รัฐบาลเบนินมุ่งพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศคู่ค้ารายใหญ่ อาทิ จีน ลิเบีย และบราซิล พร้อมๆ ไปกับการส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะไนจีเรีย บูร์กินาฟาโซ และไนเจอร์ ซึ่งมีข้อพิพาทด้านดินแดนระหว่างกัน โดยเฉพาะกรณีการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะต่างๆ ในแม่น้ำไนเจอร์ และเมครู (Mekrou) อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งระหว่างเบนินกับไนเจอร์ได้คลี่คลายลงในปี 2548 เมื่อศาลโลกได้ตัดสินให้เกาะจำนวน 16 เกาะเป็นกรรมสิทธิ์ของไนเจอร์ และจำนวน 9 เกาะเป็นกรรมสิทธิ์ของเบนิน ในขณะที่ข้อพิพาทเรื่องดินแดนระหว่างเบนินกับบูร์กินาฟาโซตามแนวชายแดนความยาว 10 กิโลเมตร กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาคดีของศาลโลก โดยในชั้นนี้ ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะจัดการพื้นที่ทับซ้อนร่วมกันไปก่อน

3.2 ปัจจุบัน รัฐบาลเบนินมุ่งพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศคู่ค้ารายใหญ่ อาทิ จีน ลิเบีย และอินเดีย พร้อมๆ ไปกับการส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะไนจีเรีย บูร์กินาฟาโซ และไนเจอร์ ซึ่งมีข้อพิพาทด้านดินแดนระหว่างกัน โดยเฉพาะกรณีการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะต่างๆ ในแม่น้ำไนเจอร์ และเมครู (Mekrou) อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งระหว่างเบนินกับไนเจอร์ได้คลี่คลายลงในปี 2548 เมื่อศาลโลกได้ตัดสินให้เกาะจำนวน 16 เกาะเป็นกรรมสิทธิ์ของไนเจอร์ และจำนวน 9 เกาะเป็นกรรมสิทธิ์ของเบนิน ในขณะที่ข้อพิพาทเรื่องดินแดนระหว่างเบนินกับบูร์กินาฟาโซตามแนวชายแดนความยาว 10 กิโลเมตร กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาคดีของศาลโลก โดยในชั้นนี้ ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะจัดการพื้นที่ทับซ้อนร่วมกันไปก่อน

3.3 สำหรับความสัมพันธ์กับไนจีเรียนั้น มีแนวโน้มจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น หลังจากที่ไนจีเรียได้เปิดถนนชายแดน 3 สายเพื่อการขนส่งสินค้าจากระหว่างกัน ในเดือนพฤศจิกายน 2547 ทั้งยังได้ยกเลิกการห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์ สิ่งทอ น้ำ เมล็ดฝ้าย น้ำมันพืช และต้นปาล์มจากเบนิน นอกจากนี้ โครงการ West African Gas Pipeline (WAGP) ที่จะสร้างท่อขนส่งก๊าซจากไนจีเรียมายังเบนิน ซึ่งคาดว่าน่าจะแล้วเสร็จในปี 2553 ก็น่าจะมีส่วนช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศให้ดียิ่งขึ้น

3.4 สำหรับบทบาทของเบนินในระดับภูมิภาคนั้น เบนินเป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้ง Economic Community of West African States (ECOWAS) เมื่อปี 2518 เป็นสมาชิกองค์กรเศรษฐกิจและความมั่นคงระหว่างภูมิภาคหลายองค์กรในเวทีระหว่างประเทศ เบนินได้รับเลือกเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ดำรงวาระในปี 2547-2549

3.5 นอกจากนี้ เบนินยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่พูดภาษาฝรั่งเศส (Francophone) โดยมีความตกลงเรื่องการใช้เงินสกุลเดียวกัน คือ สกุล CFA franc (Franc Zone) และการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและการเงินในแอฟริกาตะวันตกตามสนธิสัญญาก่อตั้ง Union Economique et Monetaire Ouest-Africaine หรือ UFMOA (Economic and Monetary Union of West Africa) สำหรับมิตรประเทศนอกภูมิภาคแอฟริกานั้น ฝรั่งเศสนับเป็นพันธมิตรที่สำคัญที่สุด เนื่องจากเป็นประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือรายใหญ่ อีกทั้งยังเป็นคู่ค้าสำคัญของเบนินอีกด้วย

ข้อมูลเศรษฐกิจ/การค้า

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 6.77 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2553)
รายได้ประชาชาติต่อหัว 784.32 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2553)
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 2.0 (ปี 2553)
อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 3.31 (ไทย: ร้อยละ 3.3)
เงินทุนสำรอง 975 ล้าน USD (ไทย: 185.6 พันล้าน USD)
อุตสาหกรรมที่สำคัญ สิ่งทอ การแปรรูปอาหาร อุปกรณ์ก่อสร้าง ปูนซีเมนต์
สินค้าส่งออกที่สำคัญ ฝ้าย มะม่วงหิมพานต์ เชียบัตเตอร์ สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์จากปาล์ม อาหารทะเล
สินค้านำเข้าที่สำคัญ อาหาร สินค้าทุน ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม
ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ส่งออกไป จีน อินเดีย ไนเจอร์ ไนจีเรีย อินโดนีเซีย โตโก นามิเบีย
นำเข้าจาก จีน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ไทย มาเลเซีย เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม
หน่วยเงินตรา Communaute Financiere Africaine Francs (CFAf) อัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท ประมาณ 15.07 CFAf (มิถุนายน 2554)

สถิติที่สำคัญ ไทย-เบนิน (2553)


มูลค่าการค้าไทย-เบนิน 268.36 ล้าน USD (ไทยส่งออก 257.39 ล้าน USD ไทยนำเข้า 10.98 ล้าน USD ไทยได้ดุลการค้า 246.41 ล้าน USD)
สินค้าส่งออกของไทย ข้าว ผ้าผืน หม้อแบตเตอรี่และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์พลาสติก เหล็ก เหล็กกล้า
และผลิตภัณฑ์ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์พลาสติก
สินค้านำเข้าจากเบนิน ด้ายและเส้นใย เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์
การลงทุน ไม่ปรากฏข้อมูลการลงทุนระหว่างกัน
การท่องเที่ยว ชาวเบนินมาไทย 538 คน (2553)
คนไทยในเบนิน ไม่ปรากฏข้อมูล
การตรวจลงตรา ขอรับการตรวจลงตราตามปกติได้ที่ กรุงเทพฯ (สถานกงสุล)
สำนักงานของไทยที่ดูแลเบนิน สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอาบูจา
สำนักงานของ
เบนินในไทย
กรุงเทพฯ (สถานกงสุล) (กงสุลกิตติมศักดิ์เบนินประจำไทยคือ นายอัมรินทร์ คอมันตร์) / สถานเอกอัครราชทูตเบนินประจำจีน


1. ความสัมพันธ์ทั่วไป

1.1 การทูต

ไทยและเบนินได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2523 ปัจจุบันไทยได้ปรับเปลี่ยนเขตอาณาให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูจา สหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย มีเขตอาณาครอบคลุมเบนิน (จากเดิมที่เคยมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงราบัต) ส่วนเบนินได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตเบนินประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย ปัจจุบัน นาย Sedozan Jean-Claude Apithy ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตเบนินประจำประเทศไทย ถิ่นพำนัก ณ กรุงปักกิ่ง ทั้งนี้ เบนินได้แต่งตั้งนายอัมรินทร์ คอมันตร์ ให้ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์เบนินประจำประเทศไทยด้วย

1.2 เศรษฐกิจ

1.2.1 การค้า

ในปี 2552 ไทยเป็นแหล่งสินค้านำเข้าที่สำคัญอันดับที่ 4 ของเบนิน รองจากจีน สหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส ตามลำดับ โดยไทยและเบนินมีมูลค่าการค้ารวม 365.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 356.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 8.92 ดอลลาร์สหรัฐ ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าเป็นเงิน 347.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ มูลค่าการค้ารวมลดลงจากปี 2551 ซึ่งมีมูลค่าการค้ารวม 447.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออก 423.72ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 23.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าเป็นเงิน 399.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปเบนิน ได้แก่ ข้าว ผ้าผืน หม้อแบตเตอรี่และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์พลาสติก เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ โดยสินค้าที่ไทยนำเข้าจากเบนิน ได้แก่ ด้ายและเส้นใย เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช

ทั้งนี้ เบนินเป็นตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญเป็นอันดับที่ 2 ของไทยในตลาดโลก ในปี 2552 มีมูลค่าการนำเข้าข้าวไทยสูงถึง 337.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจากสถิติของสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ในปี 2552ไทยส่งออกข้าวไปยังเบนิน 610,926 ตัน

1.2.2 การท่องเที่ยว

ในปี 2552 มีนักท่องเที่ยวชาวเบนินเดินทางมาไทยจำนวน 248 คน

1.3 ความร่วมมือทางวิชาการ

- เมื่อเดือนธันวาคม 2534 นาย Theodore Holo รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือเบนิน ได้แสดงความสนใจที่จะขยายความร่วมมือกับไทย ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนในเรื่องโครงการวิจัยข้าว ธุรกิจการเกษตรขนาดเล็กและขนาดกลาง การผลิตวัสดุก่อสร้างและการผลิตเครื่องจักรกลขนาดเล็ก

- เบนินสนใจที่จะขอความช่วยเหลือจากไทยโดยเฉพาะด้านการปลูกมันสำปะหลังและการแปรรูปมันสำปะหลัง

2. ความตกลงที่สำคัญ ๆ กับไทย

ความตกลงที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาจัดทำ

2.1 ไทยและเบนินกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำความตกลงเกี่ยวกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและ วิชาการ (Agreement on Economics, Scientific and Technical Cooperation) และความตกลงแลกเปลี่ยนนักโทษ (Agreement on the Exchange of Convicted Offenders)

3. การเยือนที่สำคัญ

3.1 ฝ่ายไทย

- ยังไม่เคยมีการเสด็จฯ เยือน หรือการเยือนของผู้แทนระดับสูงของไทย ไปยังเบนิน

3.2 ฝ่ายเบนิน

ประธานาธิบดี / นายกรัฐมนตรี / รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

- วันที่ 24-25 ธันวาคม 2534 นาย Theodore Holo รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือเบนิน เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ

- วันที่ 8-12 มีนาคม 2537 นาย Yacoubou A. Fassassi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และการท่องเที่ยวเบนิน เยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของกระทรวงพาณิชย์

สถานะเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2553


[1] เป็นครั้งแรกที่พรรคฝ่ายค้านหลักทั้งหมดทางภาคใต้ของประเทศรวมตัวกันสนับ สนุนผู้สมัครรายเดียวในการเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในภาคใต้คิดเป็น 2 ใน 3 ของผู้มีสิทธิออกเสียงตั้งหมดของประเทศ อย่างไรก็ตาม พรรคฝ่ายค้านเหล่านี้ยังจะต้องรับมือกับการแบ่งฝักฝ่ายภายในกลุ่ม และต้องเร่งขยายฐานเสียงสนับสนุนในภาคเหนือของประเทศ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของประธานาธิบดี Yayi ด้วย

[2] ชื่อทางการในภาษาฝรั่งเศส คือ Banque ouest africain de developpement ก่อตั้งขึ้นในปี 2516 (ค.ศ. 1973) เพื่อให้บริการทางการเงินเพื่อการพัฒนาแก่ประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสและ โปรตุเกสในอนุภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากประเทศสมาชิกและประเทศผู้ให้รายอื่น ๆ รวมถึงองค์การระหว่างประเทศ มีประเทศสมาชิก 8 ประเทศ ได้แก่ เบนิน บูร์กินาฟาโซ โกตดิวัวร์ กินีบิสเซา มาลี ไนเจอร์ เซเนกัล และโตโก รวมถึงธนาคารกลางแห่งรัฐในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก(Banque centrale des Etats de l'Afrique de l'ouest หรือ BCEAO) สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงโลเม สาธารณรัฐโตโก

[3] โครงการเงินกู้แบบใหม่ของ IMF ซึ่งจัดทำขึ้นแทนโครงการ Poverty and growth facility (PRGF) มุ่งให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินแก่ประเทศมีระดับพัฒนาน้อยซึ่งประสบ ปัญหาดุลการค้าเรื้อรัง โดยเป็นการปล่อยกู้โดยไม่คิดดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 5 ปี ครึ่ง ถึง 10 ปี