รายชื่อประเทศในทวีปแอฟริกา
 กานา
 กาบอง
 กินี
 กินีบิสเซา
 แกมเบีย
 โกตดิวัวร์
 คองโก
 คอโมโรส
 เคนยา
 เคปเวิร์ด
 แคเมอรูน
 จิบูตี
 ชาด
 ซิมบับเว
 ซูดาน
เซาท์ซูดาน
 เซเชลล์
 เซเนกัล
 เซาตูเมและปรินซิปี
 เซียร์รา ลีโอน
 แซมเบีย
 โซมาเลีย
 ตูนีเซีย
 โตโก
 แทนซาเนีย
 นามิเบีย
 ไนจีเรีย
 ไนเจอร์
 บอตสวานา
 บุรุนดี
 บูร์กินาฟาโซ
 เบนิน
 มอริเชียส
 มอริเตเนีย
 มาดากัสการ์
 มาลาวี
 มาลี
 โมซัมบิก
 โมร็อกโก
 ยูกันดา
 รวันดา
 ลิเบีย
 เลโซโท
 ไลบีเรีย
 สวาซิแลนด์
 สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
 อิเควทอเรียลกินี
 อียิปต์
 เอธิโอเปีย
 เอริเทรีย
 แองโกลา
 แอฟริกากลาง
 แอฟริกาใต้
 แอลจีเรีย



Back to Top

Visitors
hit counter script
สาธารณรัฐบุรุนดี
The Republic of Burundi




(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง ตั้งอยู่ทางตะวันออกของทวีปแอฟริกา ทิศเหนือติดประเทศรวันดา ทิศใต้และทิศตะวันออกติดสหสาธารณรัฐแทนซาเนีย ทิศตะวันตกติดสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก มีทะเลสาบแทนกานยิกาอยู่ทางใต้และตะวันตกของประเทศ บุรุนดีเป็นประเทศไม่มีทางออกทะเล ทางออกทะเลที่ใกล้ที่สุดคือผ่านทางกรุงดาร์-เอส-ซาลาม เมืองหลวงของแทนซาเนีย ซึ่งมีระยะทางประมาณ 1,400 กิโลเมตร


พื้นที่ 26,338 ตร. กม. (เล็กกว่าไทยประมาณ 18 เท่า)

เมืองหลวง
กรุงบูจุมบูระ (Bujumbura)

ประชากร
8.43 ล้านคน (2554)

ภูมิอากาศ
สภาพอากาศอยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตร เป็นที่ราบสูงตั้งแต่ 772 - 2670 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 17-23 องศาเซลเซียส โดยปกติแล้วสภาพอากาศอบอุ่นที่ระดับ 1,700 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ฝนตกเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 150 เซนติเมตร ฤดูฝนอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - พฤษภาคม และ กันยายน - พฤศจิกายน ฤดูร้อนอยู่ในช่วงเดือน มิถุนายน - สิงหาคม และ ธันวาคม - มกราคม

ภาษาราชการ
ภาษาฝรั่งเศส Kirundi Swahili

ศาสนา
คริสต์ 67% (โรมันคาทอลิก 62% โปรเตสแตนท์ 5%) ความเชื่อดั้งเดิม 23% อิสลาม 10%

ระบบการปกครอง
แบบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาล

ประธานาธิบดี
นายปิแอร์ อึนคูรุนซิซา (Pierre Nkurunziza)

รัฐมนตรีต่างประเทศ
นายออกัสติน อึนซานเซ (Augustin Nsanze)

เว็บไซต์ทางการ www.burundi-gov.bi

ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
ประเทศบุรุนดีประกอบด้วยชนสองเผ่าใหญ่ คือ เผ่า Hutu และเผ่า Tutsi โดยในศตวรรษที่ 16 เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนเผ่า Hutu กับเผ่า Twa ต่อมาเผ่า Tutsi ได้อพยพเข้ามายึดครองดินแดนแถบนั้น ทั้งสองเผ่าจึงเป็นศัตรูกันตั้งแต่นั้นมา ในปี 2442 บุรุนดีตกเป็นอาณานิคมของเยอรมนี จนถึงปี 2459 จึงเข้าอยู่ในอาณัติของสันนิบาตชาติ ภายใต้การปกครองของเบลเยี่ยม และได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2505

ในระหว่างตกเป็นประเทศอาณานิคมเกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างชาว Hutu และ Tutsi เป็นอย่างมาก เนื่องจากประเทศเจ้าอาณานิคมให้ความสำคัญกับชาว Tutsi และเสริมสร้างค่านิยมว่า ชนเผ่า Tutsi มีคุณลักษณะที่เหนือกว่าทั้งในด้านรูปร่างหน้าตาและสติปัญญา จึงมีความเหมาะสมที่จะเป็นชนชั้นปกครอง และควรได้รับสิทธิประโยชน์ทางสังคมที่เหนือกว่าชาว Hutu ทั้งๆ ที่ชาวเผ่า Tutsi เป็นชนส่วนน้อยของประเทศ การกระทำนี้ส่งผลให้เกิดความเกลียดชังระหว่างชนสองเผ่า

ภายหลังได้รับเอกราช บุรุนดีมีการปกครองแบบกษัตริย์ โดยมีชาว Tutsi เป็นประมุข ซึ่งส่งผลให้สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้นไม่มั่นคงและมีความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์ตลอดมา ในระหว่างปี 2509-2530 ได้มีการล้มล้างอำนาจปกครองหลายๆ ครั้งโดยฝ่ายทหาร และในแต่ละครั้งก็ใช้ระบอบการปกครองแบบเผด็จการ ซึ่งก่อให้เกิดกระแสต่อต้านและกบฏจากกลุ่มอื่นๆ ที่สูญเสียอำนาจ

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2530 พันตรี Pierre Buyoya ร่วมกับทหารกลุ่มหนึ่ง จัดตั้งคณะกรรมการทหารเพื่อกอบกู้ชาติ (Comite-Militaire pour le Salut National) และได้ปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลในขณะนั้นและขึ้นครองอำนาจ ประธานาธิบดี Buyoya (เผ่า Tutsi) พยายามปฏิรูปทางการเมือง โดยเปิดโอกาสให้ชาว Hutu ซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศมีบทบาทในด้านต่างๆ มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็พยายามให้สิทธิชาว Tutsi

ต่อมาในปี 2535 เกิดสงครามล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างเผ่า Hutu และ Tutsi ในประเทศรวันดา อันมีสาเหตุจากความขัดแย้งระหว่างเผ่าอันเกิดจากความเหลื่อมล้ำทางสังคมเช่นเดียวกับที่บุรนดี และเมื่อสถานการณ์รุนแรงขึ้นความขัดแย้งดังกล่าวได้ขยายตัวมายังบุรุนดี สถานการณ์ความไม่สงบนี้ทำให้ ประธานาธิบดี Buyoya ได้ก่อรัฐประหารขึ้นอีกครั้งในกลางปี 2538 โดยพยายามนำความเด็ดขาดทางทหารเข้ามายุติความขัดแย้งด้านเชื้อชาติ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เพราะไม่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้บุรุนดีถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์ไม่มีแนวโน้มที่จะยุติลงได้

ในปี 2536 สถานการณ์ความขัดแย้งในบุรุนดีลุกลามกลายเป็นสงครามกลางเมืองโดยเผ่า Hutu กลุ่มต่างๆ ที่หลบหนีออกนอกประเทศได้กลับมารวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มกบฏที่ไล่เข่นฆ่าชาว Tutsi ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาล Tutsi ก็ได้เข้ากวาดล้างเข่นฆ่าประชาชนชาว Hutu ไปเป็นจำนวนมาก

ในเดือนพฤศจิกายน 2543 ภายใต้การโน้มน้าวและกดดันของนาย Nelson Mandela รัฐบุรุษแอฟริกาใต้ พรรคการเมือง 19 พรรคของบุรุนดี ได้ลงนามในความตกลง Arusha Peace and Reconciliation Agreement (APRA) ซึ่งเป็นการตกลงกันระหว่างฝ่าย Hutu และ Tutsi โดยมีสาระสำคัญว่า ให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อสร้างความสมดุลของชนเผ่า Hutu และ Tutsi หลังจากนั้น ในเดือนตุลาคม 2545 สหภาพแอฟริกา (African Union) ได้ส่งกำลังทหารรักษาสันติภาพเพื่อมาปลดอาวุธกลุ่มกบฏต่างๆ และเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2547 สหประชาชาติได้ให้ United Nations Operation in Burundi (Operation des Nations Unies au Burundi - ONUB) รับมอบหมายการรักษาสันติภาพแทนกำลังทหารรักษาสันติภาพของ AU ระหว่างรอการเลือกตั้งใหม่ บุรุนดีได้จัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว (transitional government) ซึ่งได้มีประธานาธิบดีจากเผ่า Hutu และ Tutsi ผลัดเปลี่ยนกันเป็น ครองตำแหน่งวาระละ 18 เดือน รวมทั้งมีรองประธานาธิบดีที่มาจากอีกเผ่าหนึ่งเพื่อคานอำนาจกันด้วย

ในปี 2548 รัฐบาลได้จัดให้มีการลงประชามติเพื่อรับรองร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งประชาชนได้ลงคะแนนเสียงรับรองอย่างท่วมท้น (กว่าร้อยละ 90) รัฐธรรมนูญใหม่แบ่งอำนาจการปกครองระหว่างเผ่า Hutu กับ Tutsi ในอัตราส่วน 60 ต่อ 40 ในทุกระดับการปกครอง ยกเว้นอำนาจทางทหารอยู่ในอัตราส่วน 50 ต่อ 50



1. การเมืองการปกครอง
บุรุนดีมีการปกครองเป็นแบบสาธารณรัฐ รัฐธรรมนูญของบุรุนดีมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2548 (ค.ศ. 2005) โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาล มาจากการเลือกของสมาชิกรัฐสภา โดยต้องได้รับคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกรัฐสภา และรองประธานาธิบดีจะได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ นาย Pierre Nkurunziza (เผ่า Hutu) ได้รับเลือกเข้าดำรงตำแหน่ง โดยสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือน กรกฎาคม 2548 (ค.ศ. 2005) และได้รับเลือกตั้งสมัยที่ 2 เมื่อเดือนมิถุนายน 2553 (ค.ศ. 2010) โดยได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น เนื่องจากเป็นผู้สมัครเพียงคนเดียวในการแข่งขัน ในขณะที่ผู้สมัครรายอื่น รวมถึงนาย Agathon Rwasa (เผ่า Hutu) ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน Forces for National Liberation (FNL) ซึ่งเป็นกลุ่มกบฏกลุ่มสุดท้ายที่วางอาวุธ เมื่อปี 2552 (ค.ศ. 2009) ประกาศถอนตัวโดยอ้างเหตุผลเรื่องความไม่ยุติธรรมในการเลือกตั้ง

ภายหลังการเลือกตั้งดังกล่าวสถานการณ์ทางการเมืองในบุรุนดีเริ่มมีความขัดแย้งและรุนแรงอีกครั้ง นาย Rwasa ได้หลบหนีออกนอกประเทศไปอยู่ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และนับตั้งแต่เป็นต้นมา ก็มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นกับประชาชนบุรุนดีหลายครั้ง อาทิ เมื่อเดือนกันยายน 2553 (ค.ศ. 2010) กองโจรติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายบุกเข้าสังหารและทำร้ายประชาชนบริเวณชานกรุงบูจุมบูระ มีผู้เสียชีวิต 7 คน และบาดเจ็บ 17 คน ในขณะเดียวกัน มีรายงานว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2553 (ค.ศ. 2010) สมาชิก FNL จำนวนประมาณ 9 คน ที่ถูกทางการจับกุม ได้เสียชีวิตหรือหายสาบสูญโดยไม่ทราบสาเหตุ ภายหลังทางการอ้างว่าได้ปล่อยตัวแล้ว ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 (ค.ศ. 2011) กลุ่มติดอาวุธในชุดทหารได้บุกกราดยิงประชาชนในบาร์แห่งหนึ่งชานกรุงบูจุมบูระ ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 39 คน

รัฐสภาของบุรุนดี แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย วุฒิสภา 54 คน ซึ่งมาจากผู้นำของชนเผ่าและอดีตประมุขของประเทศ โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี และคณะกรรมการแห่งชาติ ซึ่งมีจำนวนอย่างน้อย 100 คน โดยจะมาจากชนเผ่า Hutu ร้อยละ 60 และชนเผ่า Tutsi ร้อยละ 40 และต้องประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นสตรี ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ทั้งนี้ การเลือกตั้งวุฒิสภาและคณะกรรมการแห่งชาติครั้งต่อไปจะมีขึ้นในปี 2558 (ค.ศ. 2015)

การปกครองท้องถิ่นของบุรุนดีแบ่งออกเป็น 17 จังหวัด ได้แก่ Bubanza, Bujumbura Mairie, Bujumbura Rurale, Bururi, Cankuzo, Cibitoke, Gitega, Karuzi, Kayanza, Kirundo, Makamba, Muramvya, Muyinga, Mwaro, Ngozi, Rutana, Ruyigi

2. เศรษฐกิจและสังคม
บุรุนดีเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล ทรัพยากรธรรมชาติน้อย และเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยและยากจนที่สุดในโลก เนื่องจากระบบเศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองและการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามระบบเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยประชากรร้อยละ 90 ทำเกษตรกรรม

ปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจของบุรุนดีมีพัฒนาการที่ดีขึ้น อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของบุรุนดีกระเตื้องขึ้นตั้งแต่ปี 2549 (ค.ศ. 2006) เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศมีความมั่นคงมากขึ้น โดยรายได้หลักของประเทศมาจากการส่งออกกาแฟและชา อย่างไรก็ตาม แต่ก็ขึ้นอยู่กับความผันผวนของราคาในตลาดโลก และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูก

บุรุนดียังต้องพึ่งความช่วยเหลือจากต่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศ เพราะประชากรในประเทศยังคงประสบปัญหาการขาดแคลนอาหาร เนื่องจากประชาชนไม่สามารถผลิตอาหารเลี้ยงตนเองได้อย่างเพียงพอ ดังนั้นการพัฒนาเศรษฐกิจจึงมุ่งแก้ไขปัญหาพื้นฐานนี้เป็นอันดับแรก

การพัฒนาอุตสาหกรรมมุ่งผลิตสินค้าที่รับภาระค่าขนส่งได้ อย่างไรก็ดี ด้วยปัญหาความขัดแย้งภายในซึ่งขยายตัวเป็นสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ ทำให้บุรุนดีประสบกับปัญหาเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การพัฒนาเศรษฐกิจของบุรุนดีโดยรวมในระยะยาวเป็นไปอย่างยากลำบาก โดยเฉพาะการขาดแคลนทรัพยากรที่สำคัญ เช่น ทรัพยากรมนุษย์ ที่ดิน ปศุสัตว์ พืช และสิ่งปลูกสร้าง ฯลฯ ซึ่งถูกทำลายระหว่างสงคราม ในปัจจุบันบุรุนดีจึงพึ่งพาความช่วยเหลือจากนานาชาติ โดยเฉพาะ World Bank และ IMF

บุรุนดียังจำเป็นต้องพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานของบุรุนดียังมีสภาพย่ำแย่ เพราะได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมือง ทำให้คุณภาพชีวิตประชาชนยังไม่ได้มาตรฐาน นอกจากนี้เยาวชนเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่ได้รับการศึกษา และประชาชนในวัยผู้ใหญ่ติดเชื้อเอดส์ในอัตรา 1 ใน 10

3. นโยบายต่างประเทศ
บุรุนดีเป็นประเทศเล็กและยากจนที่สุดประเทศหนึ่งในแอฟริกา จึงวางตัวเป็นกลางและไม่ประสงค์จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งของประเทศมหาอำนาจหรือประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลพยายามพัฒนาประเทศโดยรับความช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและเทคโนโลยีจากทุกฝ่าย เช่น เยอรมนี เบลเยียม ฝรั่งเศส จีน อียิปต์ ส่วนประเทศแอฟริกาที่มีความสำคัญต่อบุรุนดี และบุรุนดีต้องพยายามรักษาสัมพันธภาพที่ดีไว้ ได้แก่ ยูกันดา แทนซาเนีย และเคนยา ซึ่งบุรุนดีต้องพึ่งพาในการคมนาคมขนส่งสินค้าเข้าผ่านเขตแดนประเทศดังกล่าวออกไปสู่มหาสมุทรอินเดีย

ที่ผ่านมาบุรุนดีมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรวันดาซึ่งมีพลเมืองเชื้อสายเผ่าพันธุ์เดียวกันและมีผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น การพัฒนาลุ่มน้ำ Kagera ในปี 2519 (ค.ศ. 1976) บุรุนดี รวันดา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกได้ร่วมกันจัดตั้ง Communauté Économique des Pays des Grand Lacs (CEPGL) ขึ้น

เมื่อนาย Pierre Nkurunziza (เผ่า Hutu) ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี นานาชาติได้คาดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศอาจจะห่างเหินกันขึ้นเพราะประธานาธิบดี Paul Kagame ของรวันดาเป็นชาวเผ่า Tutsi ซึ่งเป็นเผ่าคู่อริ อย่างไรก็ดี ผู้นำทั้งสองได้แสดงให้ชาวโลกเห็นว่า สามารถเป็นมิตรกันได้ ตราบเท่าที่รัฐบาลบุรุนดีไม่สนับสนุนกลุ่มกบฏ Hutu ที่แฝงตัวอยู่ในประเทศ รวมทั้งจะไม่กล่าวถึงความแตกแยกระหว่างชนเผ่าทั้งสอง (ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาที่รัฐบาลรวันดาพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง)

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2550 (ค.ศ. 2007) ที่ประชุมระดับผู้นำสมัยพิเศษครั้งที่ 5 (5th Extraordinary Summit of the Heads of State) ของประชาคมแอฟริกาตะวันออก (East African Community- EAC) ซึ่งประกอบด้วยเคนยา แทนซาเนีย และยูกันดา มีมติรับบุรุนดีเข้าเป็นสมาชิก โดยมีผลในวันที่ 1 กรกฎาคม 2550 (ค.ศ. 2007) พร้อมกับรวันดา

นอกจากนี้ บุรุนดียังเป็นสมาชิกสหภาพแอฟริกา (African Union-AU) และตลาดร่วมแห่งภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาตอนใต้ (Common Market for Eastern and Southern Africa – COMESA) ด้วย

ข้อมูลเศรษฐกิจ/การค้า (2554)
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 1.66 พันล้าน USD (ไทย 355.4 พันล้าน USD)
รายได้ประชาชาติต่อหัว 196.98 USD (ไทย: 5,275.9 USD)
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 3.6 (ไทย: ร้อยละ 1.5)
อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 6.75 (ไทย: ร้อยละ 3.8)
เงินทุนสำรอง 330.7 ล้าน USD ( ไทย:175.1 พันล้าน USD)
อุตสาหกรรมที่สำคัญ สินค้าอุปโภคบริโภคขนาดย่อม เช่น ผ้าห่ม รองเท้า สบู่ การประกอบชิ้นส่วนสินค้านำเข้า การก่อสร้างงานสาธารณะ การแปรรูปอาหาร
สินค้าส่งออกที่สำคัญ กาแฟ ชา น้ำตาล ฝ้าย หนังสัตว์
สินค้านำเข้าที่สำคัญ สินค้าที่ใช้เป็นทุน ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อาหาร
ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ
ส่งออกไป ซาอุดีอาระเบีย เบลเยี่ยม ยูกันดา เคนยา จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย แทนซาเนีย
นำเข้าจาก เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ เบลเยียม สวีเดน ปากีสถาน
หน่วยเงินตรา ฟรังก์บุรุนดี (Burundi Franc-BIF) 1 บาทเท่ากับประมาณ 42.05 BIF (14 กุมภาพันธ์ 2555)

สถิติที่สำคัญไทย-บุรุนดี (2554)
มูลค่าการค้าไทย-บุรุนดี1.21 ล้าน USD (ไทยส่งออก 1.21 ล้าน USD ไม่มีการนำเข้า)
สินค้าส่งออกของไทยเคหะสิ่งทอ หนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ
สินค้านำเข้าจากบุรุนดี-
การลงทุนไม่ปรากฏข้อมูล
การท่องเที่ยวชาวบุรุนดีมาไทย 90 คน (2553)
คนไทยในบุรุนดี1 คน (2555)
การตรวจลงตราขอรับการตรวจลงตราตามปกติได้ที่ สถานเอกอัครราชทูตบุรุนดีประจำจีน
สำนักงานของไทยที่ดูแลบุรุนดี
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี
สำนักงานของบุรุนดีที่ดูแลไทยสถานเอกอัครราชทูตบุรุนดีประจำจีน


1. ความสัมพันธ์ทั่วไป
1.1 ความสัมพันธ์ด้านการเมือง/การทูต
- ประเทศไทยและบุรุนดีได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2531 โดยฝ่ายไทยได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบีมีเขตอาณาครอบคลุมบุรุนดี ในขณะที่ฝ่ายบุรุนดีได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตบุรุนดีประจำกรุงปักกิ่งมีเขตอาณาครอบคลุบประเทศไทย

- รัฐบาลไทยมีมติเห็นชอบให้ส่งกองร้อยทหารช่างจำนวน 177 นาย เข้าร่วมในภารกิจ ONUB ในนามของสหประชาชาติ โดยปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2547 - พฤศจิกายน 2549

1.2 ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
ภาวะการค้าระหว่างไทยกับบุรุนดีในปัจจุบันยังมีมูลค่าน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าการค้าของไทยกับประเทศแถบแอฟริกาตะวันออกอื่น ๆ ปี 2554 (ค.ศ. 2011) มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับบุรุนดีมีมูลค่า 1.21  ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 1.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ไม่ปรากฏสินค้านำเข้าจากบุรุนดี

สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปบุรุนดี ได้แก่ เคหะสิ่งทอ หนังสือและสิ่งพิมพ์ กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ

1.3 ความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรม
สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) กระทรวงการต่างประเทศได้ให้ความช่วยเหลือแก่บุรุนดี ดังนี้
(1) ดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตยารักษาโรคมาลาเรียร่วมกับรัฐบาลบุรนดี
(2) เสนอทุนฝึกอบรมให้รัฐบาลบุรุนดีพิจารณาส่งผู้แทนเข้าร่วมในหลายสาขา อาทิ การพัฒนาชุมชนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง การจัดการความยากจน การพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การจัดการทรัพยากรน้ำ การจัดการด้านการท่องเที่ยว และสาธารณสุข
(3) ดำเนินการจัดตั้งหน่วยผลิตขาเทียม (Prostheses Production Unit) ในบุรุนดีสำหรับอดีตทหารผ่านศึก และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในอดีต โดย สพร. ได้ดำเนินการร่วมกับมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

2. ความตกลงที่สำคัญๆ กับไทย
อยู่ระหว่างการพิจารณาความตกลงทั่วไปว่าด้วยความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ และบันทึกความเข้าในด้านสาธารณสุข

3. การเยือนที่สำคัญ
การแลกเปลี่ยนการเยือนของบุคคลระดับสูงระหว่างไทยและบุรุนดียังมีไม่มากนัก
ฝ่ายบุรุนดี
- วันที่ 19 พฤศจิกายน 2542 (ค.ศ. 1999) ประธานาธิบดี Pierre Buyoya พร้อมด้วยภริยาและคณะ จำนวน 25 คน ได้เดินทางแวะผ่านประเทศไทยเพื่อเดินทางต่อไปยังกรุงแอดดิสอาบาบา ซึ่งในโอกาสนั้น ฝ่ายไทยได้ให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกแก่ประธานาธิบดี Buyoya เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ฯพณฯ นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีได้มอบกระเช้าดอกไม้แก่ประธานาธิบดี Buyoya ด้วย
- วันที่ 9-13 กุมภาพันธ์ 2553 (ค.ศ. 2010) นาง Rose Gahiru รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอาชีวศึกษาและการรู้หนังสือบุรุนดี พร้อมด้วยคณะ เดินทางเยือนไทย เพื่อศึกษาดูงานด้านการฝึกอาชีพ

สถานะเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2555