สาธารณรัฐซิมบับเว
The Republic of Zimbabwe
พื้นที่ 390,580 ตร. กม. (เล็กกว่าไทยเล็กน้อย)
เมืองหลวง กรุงฮาราเร
ภูมิอากาศ พื้นที่สูงในแถบตะวันออกและทุ่งหญ้าสูงทางตอนใต้จะมีฝนตกมากและอากาศเย็น กว่าพื้นที่ต่ำ อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 12-13 องศาเซลเซียสในฤดูฝน และ 24 องศาเซสเซียสในฤดูร้อน สำหรับพื้นที่ต่ำโดยปกติอุณหภูมิจะสูงขึ้นอีกประมาณ 6 องศาเซสเซียส อุณหภูมิในฤดูร้อนแถบหุบเขาแซมเบซิ และลิมโปโป อยู่ที่ 32-38 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนลดลงจากตะวันออกไปยังตะวันตก ภูเขาแถบตะวันออกได้รับปริมาณน้ำฝนมากกว่า 100 เซนติเมตรในแต่ละปี ในขณะที่กรุงฮาราเร ได้รับปริมาณน้ำฝน 81 เซนติเมตร และบูลาวาโย ได้รับปริมาณน้ำฝน 61 เซนติเมตร ภาคใต้และภาคใต้ฝั่งตะวันตกได้รับปริมาณน้ำฝนเพียงเล็กน้อย ฤดูร้อนที่มีฝนจะเริ่มจากปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนมีนาคม ระหว่างช่วงอากาศที่เปลี่ยนแปลงจะมีฝนตกและอุณหภูมิลดลง ฤดูหนาวและแห้งแล้ง เริ่มจากกลางเดือนพฤษภาคมจนถึงกลางเดือนสิงหาคม
จำนวนประชากร 11.73 ล้านคน (2553)
ศาสนา Syncretic (ผสมผสานระหว่างศาสนาคริสต์และความเชื่อดั้งเดิม50%) คริสต์25% ความเชื่อดั้งเดิม 24% อิสลามอื่นๆ1%
ภาษา อังกฤษ
วันชาติ 18 เมษายน
ระบบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ เป็นระบบสองสภา โดยมีประธานาธิบดี ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง เป็นประมุขแห่งรัฐ ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี แต่ไม่จำกัดจำนวนวาระ และมีนายกรัฐมนตรี ซึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี เป็นผู้นำรัฐบาล
ประธานาธิบดี นายโรเบิร์ต มูกาเบ (Robert Gabriel Mugabe)
นายกรัฐมนตรี นายมอร์แกน ชังกิราย (Morgan Tsvangirai)
รัฐมนตรีต่างประเทศ นายซิมบาราเช มุมเบนเกกวิ (Simbarashe S. Mumbengegwi)
เว็บไซต์ทางการ www.gta.gov.zw
ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
บริเวณประเทศซิมบับเวในปัจจุบัน ในอดีตคือดินแดน Southern Rhodesia ซึ่งถูกเจ้าอาณานิคม (อังกฤษ) รวมเข้ากับ Northern Rhodesia (ปัจจุบันคือแซมเบีย) และ Nyasaland (ปัจจุบันคือมาลาวี) และก่อตั้งขึ้นเป็นสหพันธรัฐแอฟริกากลาง (The Central African Federation) ในปี 2496 (1953) โดยสหพันธรัฐแอฟริกากลางนี้มีกรุง Salisbury (ปัจจุบันคือกรุงHarare) เป็นเมืองหลวง ภายหลังจากการได้รับเอกราชของมาลาวีและแซมเบีย สหพันธรัฐแอฟริกากลางนี้ ก็ล่มสลาย ดินแดน Southern Rhodesia จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น Rhodesia โดยอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลผิวขาวของนาย Ian Smith ซึ่งได้ประกาศแถลงการณ์อิสรภาพฝ่ายเดียว (Unilateral Declaration of Independence - UDI) ในปี 2508 (1965) โดยมีจุดยืนคือ การประกาศเอกราชจากอังกฤษ
คนผิวดำในซิมบับเว ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ มีกระบวนการต่อต้านการปกครองของคนผิวขาวในรูปแบบของกองกำลังทหาร คือ สหภาพชาวแอฟริกันแห่งชาติซิมบับเว (The Zimbabwe African National Union - ZANU) ซึ่งนำโดยนาย Robert Mugabe กลุ่ม ZANU นับเป็นศูนย์รวมการต่อสู้ทางการเมืองของชาวผิวดำในซิมบับเว และใช้การเคลื่อนไหวต่อต้านการปกครองของอังกฤษด้วยขบวนการแบบกองโจร ในปี 2522 (1979) รัฐบาลอังกฤษได้จัดประชุมหลายฝ่ายในกรุงลอนดอน ผลการประชุมนำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2523 (1980) ซึ่งกลุ่ม ZANU (เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ZANU-PF - Zimbabwe African National Union-Patriotic Front) ภายใต้การนำของ Robert Mugabe ที่ได้รับชัยชนะและเข้าครองอำนาจการบริหารประเทศในเดือนกุมภาพันธ์ 2523 (1980) หลังจากซิมบับเวได้รับเอกราชจากอังกฤษตั้งแต่ปี 2523 (1980) นาย Robert Mugabe ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2523-2530 และนาย Mugabe ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศ ตั้งแต่ปี 2530
ภายใต้การปกครองของ Mugabe นั้น ซิมบับเวประสบปัญหาภายในอย่างรุนแรงทั้งด้านเศรษฐกิจการเมืองและสังคม อันมีสาเหตุหลักมาจากนโยบายปฏิรูปที่ดินของรัฐบาล Mugabe ซึ่งยึดที่ดินทำกินคืนมาจากคนผิวขาว (ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 75 ของที่ดินทั้งประเทศ) เพื่อมาจัดสรรให้คนผิวดำที่ไร้ที่ทำกิน การปฏิบัติของนโยบายนี้ นำไปสู่การบุกรุกที่ดินโดยการใช้ความรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 40 คน และเกษตรกรผิวขาวกว่า 100 ครอบครัวต้องอพยพออกจากที่ดิน (ตัวเลขทางการ) นโยบายปฏิรูปที่ดินนี้นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนและวิกฤตทางเศรษฐกิจและ สังคมอย่างรุนแรงและกว้างขวาง ได้แก่ ความขัดแย้งรุนแรงระหว่างคนผิวดำและคนขาว การอพยพละทิ้งถิ่นทำกินของชาวซิมบับเว การลดลงอย่างรวดเร็วของผลิตผลทางการเกษตร การล่มสลายของ agriculture-based economy ภาวะเงินเฟ้อ และการขาดแคลนอาหาร
ตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา ประเทศตะวันตก นำโดยสหรัฐฯและสหภาพยุโรป ได้ดำเนินมาตรการ Smart/Targeted Sanctions เพื่อต่อต้านและกดดันรัฐบาล Mugabe ประกอบด้วย การเพิกถอนสมาชิกภาพของซิมบับเวในเครือจักรภพชั่วคราวโดยไม่มีกำหนด การห้ามการเดินทางเข้าประเทศและการอายัดทรัพย์สินที่มีอยู่ในประเทศตะวันตก ของ Mugabe พรรคพวกและเครือญาติ อย่างไรก็ตาม เป็นที่สังเกตว่าการกดดันของประเทศตะวันตกไม่อาจทำให้วิกฤตการณ์การละเมิด สิทธิมนุษยชนในซิมบับเวบรรเทาลงได้ ซิมบับเวได้ประกาศถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศเครือจักรภพใน เดือนธันวาคม 2546 และฝ่ายรัฐบาลซิมบับเวได้ใช้กำลังเข้าทำร้ายร่างกายและจับกุมผู้นำฝ่ายต่อ ต้านและนักเคลื่อนไหวกว่า 40 คน ในเดือน มีนาคม 2550 (2007)
นโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน
1. การเมืองการปกครอง
1.1 ซิมบับเวปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เป็นประมุขแห่งรัฐ ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี แต่ไม่จำกัดจำนวนวาระ ฝ่ายบริหาร มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี เป็นผู้นำรัฐบาล (ปัจจุบันอยู่ภายใต้ power-sharing deal ซึ่งกำหนดให้ผู้นำฝ่ายค้านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) คณะรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นระบบสองสภา ประกอบด้วยวุฒิสมาชิกจำนวน 93 ที่นั่ง (60 ที่นั่งมาจากการเลือกตั้ง มีวาระ 5 ปี / 10 ที่นั่งมาจากนายกเทศมนตรีเขตโดยได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดี / 16 ที่นั่งมาจากผู้นำท้องถิ่นโดยผ่านการเลือกตั้งของคณะมนตรีผู้นำ / 2 ที่นั่งเป็นของประธานและรองประธานคณะมนตรีผู้นำ / 5 ที่นั่ง มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 210 ที่นั่ง (ทั้งหมดมาจากการเลือกตั้ง มีวาระ 5 ปี) เลือกตั้งครั้งล่าสุด (ทั้ง 2 สภา) เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2551 ฝ่ายตุลาการประกอบด้วยศาลสูงสุดและศาลสูง
1.2 บริเวณประเทศซิมบับเวในปัจจุบัน ในอดีตคือดินแดน Southern Rhodesia ซึ่งถูกเจ้าอาณานิคม (อังกฤษ) รวมเข้ากับ Northern Rhodesia (ปัจจุบันคือแซมเบีย) และ Nyasaland (ปัจจุบันคือมาลาวี) และก่อตั้งขึ้นเป็นสหพันธรัฐแอฟริกากลาง (The Central African Federation) ในปี 2496 (ค.ศ.1953) โดยสหพันธรัฐแอฟริกากลางนี้มีกรุงซาลิสบิวรี่ (Salisbury) (ปัจจุบันคือ กรุงฮาราเร) เป็นเมืองหลวง ภายหลังมาลาวีและแซมเบียได้รับเอกราช สหพันธรัฐแอฟริกากลางนี้ ก็ล่มสลาย ดินแดน Southern Rhodesia จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น Rhodesia โดยอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลผิวขาวของนายเอียน สมิทธ์ (Ian Smith) ซึ่งได้ประกาศแถลงการณ์อิสรภาพฝ่ายเดียว (Unilateral Declaration of Independence - UDI) ในปี 2508 (ค.ศ.1965) โดยมีจุดยืนคือ การประกาศเอกราชจากอังกฤษ
1.3 คนผิวดำในซิมบับเว ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ มีกระบวนการต่อต้านการปกครองของคนผิวขาวในรูปแบบของกองกำลังทหารคือ สหภาพชาวแอฟริกันแห่งชาติซิมบับเว (The Zimbabwe African National Union - ZANU) ซึ่งนำโดยนายโรเบิร์ต มูกาเบ (Robert Mugabe) กลุ่ม ZANU เป็นศูนย์รวมของการต่อสู้ทางการเมืองของชาวผิวดำในซิมบับเวและการเคลื่อนไหวต่อต้านการปกครองของอังกฤษด้วยขบวนการแบบกองโจร ในปี 2522 (ค.ศ.1979) รัฐบาลอังกฤษได้จัดประชุมหลายฝ่ายในกรุงลอนดอน ผลการประชุมนำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2523 (ค.ศ.1980) ซึ่งกลุ่ม ZANU (เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Zimbabwe African National Union - Patriotic Front หรือ ZANU-PF) ภายใต้การนำของนายมูกาเบ ได้รับชัยชนะและเข้าครองอำนาจการบริหารประเทศในเดือนกุมภาพันธ์ 2523
1.4 ซิมบับเวได้รับเอกราชจากอังกฤษตั้งแต่ปี 2523 (ค.ศ.1980) โดยมีนายมูกาเบ เป็นนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2523-2530 หลังจากนั้น นายมูกาเบได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศ ตั้งแต่ปี 2530
1.5 หลังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ระยะหนึ่ง นายมูกาเบดำเนินนโยบายปฏิรูปที่ดิน โดยยึดที่ดินทำกินของชาวซิมบับเวผิวขาว (เชื้อสายอังกฤษ) ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 75 ของที่ดินทั้งประเทศ มาจัดสรรใหม่ให้แก่ชาวซิมบับเวผิวดำ เพื่อเรียกความศรัทธาและความนิยมของประชาชน เหตุการณ์บุกรุกที่ดินเริ่มรุนแรงขึ้นในปี 2543 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 40 คน และเกษตรกรผิวขาวกว่า 100 ครอบครัวต้องอพยพออกจากที่ดิน และอีกจำนวนมากต้องยุติการเพาะปลูก นโยบายปฏิรูปที่ดินนี้นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนและวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง
1.6 ประเทศตะวันตกนำโดยสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ได้มีมาตรการ Smart/Targeted Sanctions เพื่อต่อต้านและกดดันรัฐบาลของนายมูกาเบตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา ประกอบด้วยการเพิกถอนสมาชิกภาพของซิมบับเวในเครือจักรภพชั่วคราวโดยไม่มีกำหนด การห้ามการเดินทางเข้าประเทศและการอายัดทรัพย์สินที่มีอยู่ในประเทศตะวันตกของนายมูกาเบ รวมทั้งพรรคพวกและเครือญาติ อย่างไรก็ตาม เป็นที่สังเกตว่า การกดดันของประเทศตะวันตกไม่อาจทำให้วิกฤตการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในซิมบับเวบรรเทาลงได้ ซิมบับเวได้ประกาศถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศเครือจักรภพในเดือนธันวาคม 2546 และฝ่ายรัฐบาลซิมบับเวได้ใช้กำลังเข้าทำร้ายร่างกายและจับกุมผู้นำฝ่ายต่อต้านและนักเคลื่อนไหวกว่า 40 คน เมื่อเดือนมีนาคม 2550
1.7 ในเดือนมิถุนายน 2550 เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา ประจำประเทศไทย ได้เข้าพบ รองอธิบดีกรมเอเชียใต้ฯ เพื่อโน้มน้าวให้ไทยร่วมดำเนินมาตรการ Smart Sanctions ห้ามการเดินทางเข้าไทยกับนายมูกาเบและพวก แต่ฝ่ายไทยได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยต่อการใช้มาตรการกดดันที่ไม่ได้อยู่ภายใต้มติของ UN โดยฝ่ายไทยเชื่อมั่นในการที่จะบรรลุข้อยุติของปัญหาบนพื้นฐานของการเจรจาร่วมกันอย่างตรงไปตรงมาและเท่าเทียมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเห็นว่ามาตรการกดดันเพื่อโดดเดี่ยวซิมบับเวนั้นจะไม่ส่งผลดีต่อการแก้ปัญหา
1.8 เนื่องจากได้รับแรงต่อต้านจากประเทศตะวันตกอย่างสูง รัฐบาลซิมบับเวจึงดำเนินนโยบาย Look East แสวงหามิตรประเทศจากภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะการเร่งกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน ในส่วนของไทย รัฐบาลซิมบับเวพยายามเสริมสร้างความสัมพันธ์กับไทย โดยได้แต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์ซิมบับเวประจำไทยและได้มีความพยายามที่จะจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าซิมบับเวในกรุงเทพฯ (อนึ่ง ที่ผ่านมา นายมูกาเบและภริยา เดินทางเยือนไทยเป็นการส่วนตัวบ่อยครั้ง บุตรชายของนายมูกาเบเคยศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ)
1.9 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2551 ซิมบับเวมีการเลือกตั้งทั่วไปของสถาบันการเมืองหลักของประเทศ ได้แก่ ประธานาธิบดี สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาท้องถิ่น ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีปรากฏว่า นายมูกาเบ ผู้นำพรรค ZANU-PF ได้คะแนนเสียงร้อยละ 43.2 และนายมอร์แกน ชังกิราย (Morgan Tsvangirai) ผู้นำพรรค Movement for Democratic Change – MDC) ได้คะแนนเสียงร้อยละ 47.9 ซึ่งถือว่าไม่มีผู้ใดได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง จึงต้องมีการเลือกตั้งรอบที่ 2 ในวันที่ 27 มิถุนายน 2551
1.10 ในช่วง 3 เดือนระหว่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบที่ 1 และ 2 นั้น รัฐบาลของนายมูกาเบได้มีการใช้กำลังข่มขู่ประชาชนที่สนับสนุนฝ่ายค้านอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในเขตชนบท มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้กว่า 60 คน และผู้สูญหายกว่า 30,000 คน นายชังกิราย ผู้นำฝ่ายค้าน แถลงถอนตัวจากการเลือกตั้งรอบที่ 2 เพื่อประท้วงการใช้ความรุนแรงข่มขู่ผู้สนับสนุนฝ่ายค้านของรัฐบาล โดยฝ่ายค้านยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 85 คน และผู้สูญหายมากกว่า 200,000 คน ผลการเลือกตั้งรอบที่ 2 ปรากฏว่า นายมูกาเบ ที่ลงแข่งขันเพียงผู้เดียว ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง ด้วยคะแนนร้อยละ 85.5 โดยมีประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้งร้อยละ 42.4 ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนผู้ที่เลือกนายมูกาเบเมื่อเดือนมีนาคม 2551 และได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2551 ท่ามกลางความคลางแคลงใจของชาวซิมบับเวและนานาชาติ หลังจากการเลือกตั้ง นายชังกิรายได้เดินทางออกนอกประเทศไปอยู่ในบอตสวานา ในระหว่างนั้น ได้มีความพยายามในการคลี่คลายปัญหาในซิมบับเวโดยนานาชาติและประเทศแอฟริกันอื่นๆ ทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี โดยประเทศที่ต่อต้านการครองอำนาจของนายมูกาเบอย่างชัดเจนและมีมาตรการคว่ำบาตรซิมบับเว ได้แก่ สหรัฐฯ อังกฤษ และกลุ่ม EU
1.11 ประเทศมหาอำนาจกลุ่มเหนือ นำโดยสหรัฐฯ ได้เสนอให้ชุมชนโลก ในนามขององค์การระหว่างประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสหประชาชาติ สหภาพแอฟริกา และ G8 กำหนดมาตรการลงโทษรัฐบาลของนายมูกาเบ เช่น คว่ำบาตรการค้าอาวุธและการเดินทางของเจ้าหน้าที่อาวุโสของซิมบับเว แต่ประเทศกลุ่มใต้ นำโดย รัสเซีย จีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย ยังลังเลต่อมาตรการคว่ำบาตร โดยให้เหตุผลว่า ไม่ต้องการแทรกแซงกิจการภายในของซิมบับเว ในขณะที่แอฟริกาใต้มีท่าทีเป็นกลาง (ซึ่งมีนัยที่สนับสนุนนายมูกาเบ) โดยอ้างการดำเนินนโยบายตามหลัก Quiet Diplomacy
1.12 สหภาพแอฟริกา (AU) ได้มีมติภายหลังการประชุม AU Summit ที่อิยิปต์เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2551 ให้นายมูกาเบและนายชังกิราย เจรจากันเพื่อตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ในขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศ SADC (Southern African Development Community) ก็กดดันให้นายชังกิรายเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อให้สถานการณ์สงบ ภายหลังการเจรจากว่า 6 เดือน นายชังกิรายประกาศว่า ตนและพรรค MDC-T (ซึ่งแยกตัวออกมาจากพรรค MDC) จะเข้าร่วมกับนายมูกาเบและพรรค ZANU-PF จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ โดยนายมูกาเบยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและคุมกำลังทหาร ส่วนนายชังกิรายดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2552) การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากชาวซิมบับเวและประเทศอื่นๆ ในแอฟริกาอย่างยิ่ง โดยหวังว่า จะทำให้ความวุ่นวายทางการเมืองคลี่คลายลง และประชาชนจะได้รับการดูแลจากรัฐบาลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นานาชาติยังไม่วางใจในเสถียรภาพของรัฐบาลแห่งชาติ และประเทศตะวันตกยังไม่ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรซิมบับเว
2. เศรษฐกิจและสังคม
2.1 วิกฤตการณ์ในทุกมิติของประเทศส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจและสังคมของซิมบับเวล่มสลายภายใต้การปกครองของประธานาธิบดีมูกาเบ เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง การขาดแคลนอาหาร และภาวะการว่างงานอย่างรุนแรง ในปัจจุบันมีประชากรเพียงร้อยละ 20 ของประเทศเท่านั้นที่มีงานประจำ เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2551 รัฐบาลซิมบับเวยกเลิกการใช้เงินสกุล”ดอลลาร์ซิมบับเว” (ซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้พิมพ์ธนบัตรมูลค่า 100 Trillion Zimbabwean Dollars ออกใช้เท่ากับว่า เงินซิมบับเวดอลลาร์แทบจะไม่มีค่ามากไปกว่ากระดาษ) และอนุญาตให้ใช้เงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะ ดอลลาร์สหรัฐ และแรนด์แอฟริกาใต้ ในท้องตลาดได้ รวมทั้งจ่ายเงินเดือนเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้สภาวะเศรษฐกิจเริ่มทรงตัว ประชาชนเริ่มมีกำลังซื้อ และเริ่มมีเงินไหลเข้าสู่ระบบมากขึ้น
3. นโยบายต่างประเทศ
3.1 ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ซิมบับเวมีความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในทางตอนใต้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะกับแอฟริกาใต้ ที่มีนโยบาย quiet diplomacy ชัดเจนว่า จะไม่แทรกแซงกิจการภายในของซิมบับเว อย่างไรก็ดี บอตสวานาได้สร้างแนวรั้วไฟฟ้า และแอฟริกาใต้ได้วางกำลังทหาร ตามแนวชายแดนกับซิมบับเว เพื่อป้องกันการอพยพเข้าประเทศของชาวซิมบับเวที่ประสบปัญหาความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้น รวมทั้งผู้ที่ต้องการลี้ภัยทางการเมืองด้วย ในส่วนของประเทศเพื่อนบ้านทางตอนเหนือ-ตะวันออก อาทิ แซมเบีย คองโก (DRC) และโมซัมบิก ประธานาธิบดีมูกาเบเคยส่งทหารเข้าสู้รบในประเทศเหล่านี้ ซึ่งหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่า การสู้รับดังกล่าวมักเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจเมื่อประธานาธิบดีมูกาเบและพรรค ZANU-PF ประสบปัญหาทางการเมือง
3.2 ความสัมพันธ์กับประเทศสหรัฐฯ และกลุ่ม EU ไม่สู้ดีนัก เนื่องจากประเทศดังกล่าวมียโยบายคว่ำบาตรด้านการเดินทางและการอายัดทรัพย์สินของสมาชิกแกนนำพรรค ZANU-PF หลายคน (ครอบคลุมประมาณร้อยละ 90 ของผู้มีตำแหน่งในรัฐบาลซิมบับเว) แต่มาตรการดังกล่าวไม่ได้ผลเท่าที่ควร ประธานาธิบดี มูกาเบยังสามารถเดินทางเข้า-ออกและมีบทบาทในประเทศอื่นๆ ที่ไม่ร่วมในนโยบายคว่ำบาตร อีกทั้งยังใช้นโยบายคว่ำบาตรซิมบับเวเพื่อประโยชน์ทางการเมืองให้แก่ตนเองและพรรค ZANU-PF ด้วย
3.3 ประธานาธิบดีมูกาเบจึงพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ โดยเฉพาะกับมาเลเซียและลิเบีย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน (South-South Economic Cooperation) ล่าสุด ซิมบับเวได้ตกลงแลกเปลี่ยนสินค้า (barter trade) กับการนำเข้าน้ำมันจากลิเบีย ปัจจุบันซิมบับเวพยายามดำเนินความสัมพันธ์กับจีนให้มากขึ้น โดยมุ่งหวังที่จะพึ่งพาความช่วยเหลือจากจีน
3.4 ประธานาธิบดีมูกาเบได้กล่าวสนับสนุนนโยบายการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ของอิหร่านในระหว่างการเยือนซิมบับเวของประธานาธิบดีมามูด อามาดิเนจ๊าด (Mahmoud Ahmadinajad) เมื่อเดือนเมษายน 2553 แต่นายชังกิราย นายกรัฐมนตรีซิมบับเว ซึ่งเป็นผู้นำพรรคร่วมรัฐบาล MDC คัดค้านการเยือนดังกล่าวโดยเห็นว่าการสนับสนุนอิหร่านจะยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ
ข้อมูลเศรษฐกิจ/การค้า (2554)
สถิติที่สำคัญไทย-ซิมบับเว (2554)
ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมของซิมบับเว
- วิกฤตการณ์ในทุกมิติของประเทศส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจและสังคมของซิมบับเวล่มสลาย
ภายใต้การปกครองของ Mugabe เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง (ปัจจุบันระดับอัตราเงินเฟ้อทางการในซิมบับเวประมาณร้อยละ 11.2 ล้าน) การขาดแคลนอาหาร และวิกฤตการว่างงานอย่างรุนแรง ในปัจจุบันมีประชากรเพียงร้อยละ 20 ของประเทศเท่านั้นที่มีงานประจำ
- เมื่อปลายเดือน ธันวาคม 2551 รัฐบาลซิมบับเวยกเลิกการใช้เงินสกุล"ดอลลาร์ซิมบับเว" (ซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้พิมพ์ธนบัตรมูลค่า 100 Trillion Zimbabwe Dollar ออกใช้เท่ากับว่าเงินซิมบับเวดอลลาร์แทบจะไม่มีค่ามากไปกว่ากระดาษ) และอนุญาตให้ใช้เงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะ ดอลลาร์สหรัฐฯ และแรนด์แอฟริกาใต้ในท้องตลาดได้ รวมทั้งจ่ายเงินเดือนเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้สภาวะเศรษฐกิจเริ่มทรงตัว ประชาชนเริ่มมีกำลังซื้อ และเริ่มมีเงินไหลเข้าสู่ระบบ
-รัฐบาล Mugabe มีปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชน การเลือกตั้งที่ผ่านมาของซิมบับเวถูกประณามจากชาติตะวันตกว่าเป็นการเลือก ตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีการแทรกแซงจากรัฐบาลและการโกงการเลือกตั้ง มีรายงานข่าวถึงการก่อความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนของภาครัฐที่กระทำ ต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง
- ระบบเศรษฐกิจที่ล่มสลาย ความยากจน และการจำกัดสิทธิเสรีภาพทางการเมืองเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ชาวซิมบับเว จำนวนกว่า 3 ล้าน 4 แสน คนได้อพยพออกนอกประเทศ โดยส่วนใหญ่อพยพอย่างผิดกฏหมายไปยังประเทศแอฟริกาใต้
- ประเทศซิมบับเวกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคอหิวาตกโรค (Cholera) อย่างต่อเนื่อง โดยเชื้ออหิวาตกโรคได้แพร่กระจายทั่วประเทศซิมบับเว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วประมาณ 3,700 คน และมีผู้ติดเชื้อกว่า 80,000 คน เชื้ออหิวาตกโรคได้แพร่กระจายในแหล่งน้ำธรรมชาติของภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ ที่สำคัญได้แก่แม่น้ำ Limpopo ซึ่งกั้นพรมแดนซิมบับเวและแอฟริกาใต้ ผู้ป่วยจำนวนมากเดินทางออกจากซิมบับเวเพื่อไปรักษาตัวในประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นพาหะนำโรคโดยเชื้ออหิวาตกโรคได้ลุกลามไปยังประเทศเพื่อนบ้านของซิมบับเว ได้แก่ แอฟริกาใต้ บอตสวานา โมซัมบิก และแซมเบียด้วย
- อหิวาตกโรคเป็นโรคติดต่อทางน้ำ ผู้ที่ติดเชื้อจะมีอาการท้องร่วงและอาเจียนอย่างรุนแรง แม้ว่าอหิวาตกโรคเป็นโรคที่มีอันตรายถึงชีวิต แต่ก็สามารถรักษาได้ด้วยยา สาเหตุที่เกิดการแพร่ระบาดของอหิวาตกโรคในซิมบับเวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากซิมบับเวมีระบบการจัดการน้ำ และสุขอนามัยสาธารณะที่ต่ำกว่ามาตรฐานเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับโครงสร้างของระบบการแพทย์ และโรงพยาบาลของซิมบับเวไม่มีประสิทธิภาพ สภาวการณ์ความไม่สงบทางการเมืองและความล่มสลายทางเศรษฐกิจของประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ซิมบับเวขาดบุคลากรทางการแพทย์ ยารักษาโรค และงบประมาณที่จะจัดการกับวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ระบบการรักษาพยาบาลของซิมบับเวล้มเหลว โรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุด 4 แห่งของซิมบับเว ไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ โรงพยาบาลหลายแห่งปิดทำการเนื่องจากแพทย์และพยาบาลประท้วงหยุดงาน ระบบการจัดการน้ำสะอาดและการกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลจากร่างกายของผู้ ป่วยล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคสูงสุดนั้น (ธันวาคม 2551) รัฐบาลต้องหยุดจ่ายกระแสน้ำประปาในกรุงฮาราเร เนื่องจากไม่มีเงินซื้อสารเคมีสำหรับบำบัดน้ำเสีย มีการไหลนองของสิ่งปฏิกูลตามท้องถนน
- รัฐบาลซิมบับเวได้ร้องขอความช่วยเหลือจากองค์การระหว่างประเทศเช่น UN WHO UNICEF Amnesty International และ International Committee of the Red Cross สิ่งที่ซิมบับเวต้องการรับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ได้แก่ ยารักษาโรค อุปกรณ์การแพทย์ และเงินสำหรับจ่ายให้แก่แพทย์และพยาบาล
- เมื่อวันที่ 29 มกราคม 52 รัฐบาลไทย ได้มอบเงินช่วยเหลือแก่ซิมบับเว เป็นจำนวน 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ ผ่านสภากาชาดไทย เพื่อประสานงานมอบให้แก่สภากาชาดสากลต่อไป โดยเบิกจ่ายจากงบความช่วยเหลือให้แก่มิตรประเทศที่ประสบภัยพิบัติของกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อแสดงถึงน้ำใจของไทยตามหลักมนุษยธรรมสากล และเพื่อตอกย้ำสถานภาพความเป็นประเทศผู้ให้ของไทย ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศต่าง ๆ ในยามคับขัน
- ในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2552 นี้ กระทรวงการต่างประเทศในนามรัฐบาลไทยจะบริจาคสิ่งของจำพวกอาหาร ยา อุปกรณ์การศึกษาการกีฬาของไทยแก่ซิมบับเว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนซิมบับเว เป็นมูลค่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ แก่รัฐบาลซิมบับเว
1. ความสัมพันธ์ทั่วไป
1.1 การทูต
ไทยและซิมบับเวได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2528 (ค.ศ.1985) โดยไทยมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ มีเขตอาณาครอบคลุมซิมบับเว เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐซิมบับเวคนปัจจุบันคือ นายธฤต จรุงวัฒน์ โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงพริทอเรีย ส่วนซิมบับเวมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตซิมบับเวประจำมาเลเซีย มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐซิมบับเวประจำประเทศไทยคนปัจจุบันคือ H.E. Mr. Cuthbert ZHAKATA โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ และแต่งตั้งนายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ซิมบับเวประจำประเทศไทย
ในภาพรวม ความสัมพันธ์ ไทย-ซิมบับเว ราบรื่นแต่ไม่ใกล้ชิด ยังมีการแลกเปลี่ยนการเยือนหรือการจัดกิจกรรมระหว่างกันน้อยมาก อย่างไรก็ดี อุปสรรคสำคัญคือสถานการณ์รุนแรงในซิมบับเวเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ และนานาชาติยังใช้มาตรการคว่ำบาตรซิมบับเวอยู่อย่างต่อเนื่อง
1.2 เศรษฐกิจ
1.2.1 การค้า
การค้าระหว่างไทยกับซิมบับเวยังมีมูลค่าไม่มากนัก ซึ่งไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้ามาโดยตลอด โดยในปี 2553 มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน รวมทั้งสิ้น 41.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 18.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยนำเข้า 23.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้า 5.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ เนื่องจากไทยนำเข้าวัตถุดิบประเภทด้ายและเส้นใยจากซิมบับเวเพื่อนำมาใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีสินค้าที่ไทยนำเข้า อื่น ๆ ได้แก่ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด แร่และผลิตภัณฑ์จากแร่ สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปซิมบับเว อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เคหะสิ่งทอ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ ผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น แม้ว่าซิมบับเวจะประสบปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยมากนัก เห็นได้จากมูลค่าการค้ารวมตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมาระหว่างสองประเทศนั้นมีความคงที่และต่อเนื่องมาโดยตลอดภาคธุรกิจที่ไทยมีศักยภาพในซิมบับเว เมื่อสถานการณ์ในซิมบับเวสงบแล้ว ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร การแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตร เหมืองแร่ธาตุ การเจียรไนเพชร ร้านอาหารไทย
1.2.2 การลงทุน
ยังไม่ปรากฏข้อมูลการลงทุนระหว่างกัน
2. ความตกลงที่สำคัญ ๆ กับประเทศไทย
- ความตกลงที่ได้ลงนามไปแล้ว
2.1 ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543)
- ความตกลงที่อยู่ในระหว่างพิจารณาจัดทำ
3. การแลกเปลี่ยนการเยือนที่สำคัญ
3.1 ฝ่ายไทย
นายกรัฐมนตรี / คณะรัฐมนตรี / เจ้าหน้าที่ระดับสูง
- วันที่ 15-17 สิงหาคม 2537 นาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนซิมบับเว
3.2 ฝ่ายซิมบับเว
ประธานาธิบดี
- วันที่ 9 มกราคม 2551 ประธานาธิบดีมูกาเบและคณะเดินทางผ่านไทยเพื่อต่อเครื่องบินไปสิงคโปร์
- วันที่ 27 มีนาคม – 1 เมษายน 2553 นายเลิฟมอร์ โมโย (Lovemore Moyo) ประธานสภาผู้แทนราษฎร เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา (Inter-Parliamentary Union – IPU) ครั้งที่ 122 ที่กรุงเทพฯ
สถานะเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2554
The Republic of Zimbabwe
| ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง ตั้งอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ ทิศเหนือ ติดกับแซมเบีย ทิศตะวันออก ติดกับโมซัมบิก ทิศตะวันตก ติดกับบอตสวานา ทิศใต้ ติดกับแอฟริกาใต้ |
พื้นที่ 390,580 ตร. กม. (เล็กกว่าไทยเล็กน้อย)
เมืองหลวง กรุงฮาราเร
ภูมิอากาศ พื้นที่สูงในแถบตะวันออกและทุ่งหญ้าสูงทางตอนใต้จะมีฝนตกมากและอากาศเย็น กว่าพื้นที่ต่ำ อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 12-13 องศาเซลเซียสในฤดูฝน และ 24 องศาเซสเซียสในฤดูร้อน สำหรับพื้นที่ต่ำโดยปกติอุณหภูมิจะสูงขึ้นอีกประมาณ 6 องศาเซสเซียส อุณหภูมิในฤดูร้อนแถบหุบเขาแซมเบซิ และลิมโปโป อยู่ที่ 32-38 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนลดลงจากตะวันออกไปยังตะวันตก ภูเขาแถบตะวันออกได้รับปริมาณน้ำฝนมากกว่า 100 เซนติเมตรในแต่ละปี ในขณะที่กรุงฮาราเร ได้รับปริมาณน้ำฝน 81 เซนติเมตร และบูลาวาโย ได้รับปริมาณน้ำฝน 61 เซนติเมตร ภาคใต้และภาคใต้ฝั่งตะวันตกได้รับปริมาณน้ำฝนเพียงเล็กน้อย ฤดูร้อนที่มีฝนจะเริ่มจากปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนมีนาคม ระหว่างช่วงอากาศที่เปลี่ยนแปลงจะมีฝนตกและอุณหภูมิลดลง ฤดูหนาวและแห้งแล้ง เริ่มจากกลางเดือนพฤษภาคมจนถึงกลางเดือนสิงหาคม
จำนวนประชากร 11.73 ล้านคน (2553)
ศาสนา Syncretic (ผสมผสานระหว่างศาสนาคริสต์และความเชื่อดั้งเดิม50%) คริสต์25% ความเชื่อดั้งเดิม 24% อิสลามอื่นๆ1%
ภาษา อังกฤษ
วันชาติ 18 เมษายน
ระบบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ เป็นระบบสองสภา โดยมีประธานาธิบดี ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง เป็นประมุขแห่งรัฐ ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี แต่ไม่จำกัดจำนวนวาระ และมีนายกรัฐมนตรี ซึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี เป็นผู้นำรัฐบาล
ประธานาธิบดี นายโรเบิร์ต มูกาเบ (Robert Gabriel Mugabe)
นายกรัฐมนตรี นายมอร์แกน ชังกิราย (Morgan Tsvangirai)
รัฐมนตรีต่างประเทศ นายซิมบาราเช มุมเบนเกกวิ (Simbarashe S. Mumbengegwi)
เว็บไซต์ทางการ www.gta.gov.zw
ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
บริเวณประเทศซิมบับเวในปัจจุบัน ในอดีตคือดินแดน Southern Rhodesia ซึ่งถูกเจ้าอาณานิคม (อังกฤษ) รวมเข้ากับ Northern Rhodesia (ปัจจุบันคือแซมเบีย) และ Nyasaland (ปัจจุบันคือมาลาวี) และก่อตั้งขึ้นเป็นสหพันธรัฐแอฟริกากลาง (The Central African Federation) ในปี 2496 (1953) โดยสหพันธรัฐแอฟริกากลางนี้มีกรุง Salisbury (ปัจจุบันคือกรุงHarare) เป็นเมืองหลวง ภายหลังจากการได้รับเอกราชของมาลาวีและแซมเบีย สหพันธรัฐแอฟริกากลางนี้ ก็ล่มสลาย ดินแดน Southern Rhodesia จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น Rhodesia โดยอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลผิวขาวของนาย Ian Smith ซึ่งได้ประกาศแถลงการณ์อิสรภาพฝ่ายเดียว (Unilateral Declaration of Independence - UDI) ในปี 2508 (1965) โดยมีจุดยืนคือ การประกาศเอกราชจากอังกฤษ
คนผิวดำในซิมบับเว ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ มีกระบวนการต่อต้านการปกครองของคนผิวขาวในรูปแบบของกองกำลังทหาร คือ สหภาพชาวแอฟริกันแห่งชาติซิมบับเว (The Zimbabwe African National Union - ZANU) ซึ่งนำโดยนาย Robert Mugabe กลุ่ม ZANU นับเป็นศูนย์รวมการต่อสู้ทางการเมืองของชาวผิวดำในซิมบับเว และใช้การเคลื่อนไหวต่อต้านการปกครองของอังกฤษด้วยขบวนการแบบกองโจร ในปี 2522 (1979) รัฐบาลอังกฤษได้จัดประชุมหลายฝ่ายในกรุงลอนดอน ผลการประชุมนำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2523 (1980) ซึ่งกลุ่ม ZANU (เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ZANU-PF - Zimbabwe African National Union-Patriotic Front) ภายใต้การนำของ Robert Mugabe ที่ได้รับชัยชนะและเข้าครองอำนาจการบริหารประเทศในเดือนกุมภาพันธ์ 2523 (1980) หลังจากซิมบับเวได้รับเอกราชจากอังกฤษตั้งแต่ปี 2523 (1980) นาย Robert Mugabe ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2523-2530 และนาย Mugabe ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศ ตั้งแต่ปี 2530
ภายใต้การปกครองของ Mugabe นั้น ซิมบับเวประสบปัญหาภายในอย่างรุนแรงทั้งด้านเศรษฐกิจการเมืองและสังคม อันมีสาเหตุหลักมาจากนโยบายปฏิรูปที่ดินของรัฐบาล Mugabe ซึ่งยึดที่ดินทำกินคืนมาจากคนผิวขาว (ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 75 ของที่ดินทั้งประเทศ) เพื่อมาจัดสรรให้คนผิวดำที่ไร้ที่ทำกิน การปฏิบัติของนโยบายนี้ นำไปสู่การบุกรุกที่ดินโดยการใช้ความรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 40 คน และเกษตรกรผิวขาวกว่า 100 ครอบครัวต้องอพยพออกจากที่ดิน (ตัวเลขทางการ) นโยบายปฏิรูปที่ดินนี้นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนและวิกฤตทางเศรษฐกิจและ สังคมอย่างรุนแรงและกว้างขวาง ได้แก่ ความขัดแย้งรุนแรงระหว่างคนผิวดำและคนขาว การอพยพละทิ้งถิ่นทำกินของชาวซิมบับเว การลดลงอย่างรวดเร็วของผลิตผลทางการเกษตร การล่มสลายของ agriculture-based economy ภาวะเงินเฟ้อ และการขาดแคลนอาหาร
ตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา ประเทศตะวันตก นำโดยสหรัฐฯและสหภาพยุโรป ได้ดำเนินมาตรการ Smart/Targeted Sanctions เพื่อต่อต้านและกดดันรัฐบาล Mugabe ประกอบด้วย การเพิกถอนสมาชิกภาพของซิมบับเวในเครือจักรภพชั่วคราวโดยไม่มีกำหนด การห้ามการเดินทางเข้าประเทศและการอายัดทรัพย์สินที่มีอยู่ในประเทศตะวันตก ของ Mugabe พรรคพวกและเครือญาติ อย่างไรก็ตาม เป็นที่สังเกตว่าการกดดันของประเทศตะวันตกไม่อาจทำให้วิกฤตการณ์การละเมิด สิทธิมนุษยชนในซิมบับเวบรรเทาลงได้ ซิมบับเวได้ประกาศถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศเครือจักรภพใน เดือนธันวาคม 2546 และฝ่ายรัฐบาลซิมบับเวได้ใช้กำลังเข้าทำร้ายร่างกายและจับกุมผู้นำฝ่ายต่อ ต้านและนักเคลื่อนไหวกว่า 40 คน ในเดือน มีนาคม 2550 (2007)
นโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน
1. การเมืองการปกครอง
1.1 ซิมบับเวปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เป็นประมุขแห่งรัฐ ดำรงตำแหน่งวาระละ 5 ปี แต่ไม่จำกัดจำนวนวาระ ฝ่ายบริหาร มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี เป็นผู้นำรัฐบาล (ปัจจุบันอยู่ภายใต้ power-sharing deal ซึ่งกำหนดให้ผู้นำฝ่ายค้านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี) คณะรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นระบบสองสภา ประกอบด้วยวุฒิสมาชิกจำนวน 93 ที่นั่ง (60 ที่นั่งมาจากการเลือกตั้ง มีวาระ 5 ปี / 10 ที่นั่งมาจากนายกเทศมนตรีเขตโดยได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดี / 16 ที่นั่งมาจากผู้นำท้องถิ่นโดยผ่านการเลือกตั้งของคณะมนตรีผู้นำ / 2 ที่นั่งเป็นของประธานและรองประธานคณะมนตรีผู้นำ / 5 ที่นั่ง มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 210 ที่นั่ง (ทั้งหมดมาจากการเลือกตั้ง มีวาระ 5 ปี) เลือกตั้งครั้งล่าสุด (ทั้ง 2 สภา) เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2551 ฝ่ายตุลาการประกอบด้วยศาลสูงสุดและศาลสูง
1.2 บริเวณประเทศซิมบับเวในปัจจุบัน ในอดีตคือดินแดน Southern Rhodesia ซึ่งถูกเจ้าอาณานิคม (อังกฤษ) รวมเข้ากับ Northern Rhodesia (ปัจจุบันคือแซมเบีย) และ Nyasaland (ปัจจุบันคือมาลาวี) และก่อตั้งขึ้นเป็นสหพันธรัฐแอฟริกากลาง (The Central African Federation) ในปี 2496 (ค.ศ.1953) โดยสหพันธรัฐแอฟริกากลางนี้มีกรุงซาลิสบิวรี่ (Salisbury) (ปัจจุบันคือ กรุงฮาราเร) เป็นเมืองหลวง ภายหลังมาลาวีและแซมเบียได้รับเอกราช สหพันธรัฐแอฟริกากลางนี้ ก็ล่มสลาย ดินแดน Southern Rhodesia จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น Rhodesia โดยอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลผิวขาวของนายเอียน สมิทธ์ (Ian Smith) ซึ่งได้ประกาศแถลงการณ์อิสรภาพฝ่ายเดียว (Unilateral Declaration of Independence - UDI) ในปี 2508 (ค.ศ.1965) โดยมีจุดยืนคือ การประกาศเอกราชจากอังกฤษ
1.3 คนผิวดำในซิมบับเว ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ มีกระบวนการต่อต้านการปกครองของคนผิวขาวในรูปแบบของกองกำลังทหารคือ สหภาพชาวแอฟริกันแห่งชาติซิมบับเว (The Zimbabwe African National Union - ZANU) ซึ่งนำโดยนายโรเบิร์ต มูกาเบ (Robert Mugabe) กลุ่ม ZANU เป็นศูนย์รวมของการต่อสู้ทางการเมืองของชาวผิวดำในซิมบับเวและการเคลื่อนไหวต่อต้านการปกครองของอังกฤษด้วยขบวนการแบบกองโจร ในปี 2522 (ค.ศ.1979) รัฐบาลอังกฤษได้จัดประชุมหลายฝ่ายในกรุงลอนดอน ผลการประชุมนำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2523 (ค.ศ.1980) ซึ่งกลุ่ม ZANU (เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Zimbabwe African National Union - Patriotic Front หรือ ZANU-PF) ภายใต้การนำของนายมูกาเบ ได้รับชัยชนะและเข้าครองอำนาจการบริหารประเทศในเดือนกุมภาพันธ์ 2523
1.4 ซิมบับเวได้รับเอกราชจากอังกฤษตั้งแต่ปี 2523 (ค.ศ.1980) โดยมีนายมูกาเบ เป็นนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2523-2530 หลังจากนั้น นายมูกาเบได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศ ตั้งแต่ปี 2530
1.5 หลังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ระยะหนึ่ง นายมูกาเบดำเนินนโยบายปฏิรูปที่ดิน โดยยึดที่ดินทำกินของชาวซิมบับเวผิวขาว (เชื้อสายอังกฤษ) ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 75 ของที่ดินทั้งประเทศ มาจัดสรรใหม่ให้แก่ชาวซิมบับเวผิวดำ เพื่อเรียกความศรัทธาและความนิยมของประชาชน เหตุการณ์บุกรุกที่ดินเริ่มรุนแรงขึ้นในปี 2543 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 40 คน และเกษตรกรผิวขาวกว่า 100 ครอบครัวต้องอพยพออกจากที่ดิน และอีกจำนวนมากต้องยุติการเพาะปลูก นโยบายปฏิรูปที่ดินนี้นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนและวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง
1.6 ประเทศตะวันตกนำโดยสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ได้มีมาตรการ Smart/Targeted Sanctions เพื่อต่อต้านและกดดันรัฐบาลของนายมูกาเบตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา ประกอบด้วยการเพิกถอนสมาชิกภาพของซิมบับเวในเครือจักรภพชั่วคราวโดยไม่มีกำหนด การห้ามการเดินทางเข้าประเทศและการอายัดทรัพย์สินที่มีอยู่ในประเทศตะวันตกของนายมูกาเบ รวมทั้งพรรคพวกและเครือญาติ อย่างไรก็ตาม เป็นที่สังเกตว่า การกดดันของประเทศตะวันตกไม่อาจทำให้วิกฤตการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในซิมบับเวบรรเทาลงได้ ซิมบับเวได้ประกาศถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศเครือจักรภพในเดือนธันวาคม 2546 และฝ่ายรัฐบาลซิมบับเวได้ใช้กำลังเข้าทำร้ายร่างกายและจับกุมผู้นำฝ่ายต่อต้านและนักเคลื่อนไหวกว่า 40 คน เมื่อเดือนมีนาคม 2550
1.7 ในเดือนมิถุนายน 2550 เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา ประจำประเทศไทย ได้เข้าพบ รองอธิบดีกรมเอเชียใต้ฯ เพื่อโน้มน้าวให้ไทยร่วมดำเนินมาตรการ Smart Sanctions ห้ามการเดินทางเข้าไทยกับนายมูกาเบและพวก แต่ฝ่ายไทยได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยต่อการใช้มาตรการกดดันที่ไม่ได้อยู่ภายใต้มติของ UN โดยฝ่ายไทยเชื่อมั่นในการที่จะบรรลุข้อยุติของปัญหาบนพื้นฐานของการเจรจาร่วมกันอย่างตรงไปตรงมาและเท่าเทียมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเห็นว่ามาตรการกดดันเพื่อโดดเดี่ยวซิมบับเวนั้นจะไม่ส่งผลดีต่อการแก้ปัญหา
1.8 เนื่องจากได้รับแรงต่อต้านจากประเทศตะวันตกอย่างสูง รัฐบาลซิมบับเวจึงดำเนินนโยบาย Look East แสวงหามิตรประเทศจากภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะการเร่งกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน ในส่วนของไทย รัฐบาลซิมบับเวพยายามเสริมสร้างความสัมพันธ์กับไทย โดยได้แต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์ซิมบับเวประจำไทยและได้มีความพยายามที่จะจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าซิมบับเวในกรุงเทพฯ (อนึ่ง ที่ผ่านมา นายมูกาเบและภริยา เดินทางเยือนไทยเป็นการส่วนตัวบ่อยครั้ง บุตรชายของนายมูกาเบเคยศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ)
1.9 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2551 ซิมบับเวมีการเลือกตั้งทั่วไปของสถาบันการเมืองหลักของประเทศ ได้แก่ ประธานาธิบดี สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาท้องถิ่น ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีปรากฏว่า นายมูกาเบ ผู้นำพรรค ZANU-PF ได้คะแนนเสียงร้อยละ 43.2 และนายมอร์แกน ชังกิราย (Morgan Tsvangirai) ผู้นำพรรค Movement for Democratic Change – MDC) ได้คะแนนเสียงร้อยละ 47.9 ซึ่งถือว่าไม่มีผู้ใดได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง จึงต้องมีการเลือกตั้งรอบที่ 2 ในวันที่ 27 มิถุนายน 2551
1.10 ในช่วง 3 เดือนระหว่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบที่ 1 และ 2 นั้น รัฐบาลของนายมูกาเบได้มีการใช้กำลังข่มขู่ประชาชนที่สนับสนุนฝ่ายค้านอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในเขตชนบท มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้กว่า 60 คน และผู้สูญหายกว่า 30,000 คน นายชังกิราย ผู้นำฝ่ายค้าน แถลงถอนตัวจากการเลือกตั้งรอบที่ 2 เพื่อประท้วงการใช้ความรุนแรงข่มขู่ผู้สนับสนุนฝ่ายค้านของรัฐบาล โดยฝ่ายค้านยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 85 คน และผู้สูญหายมากกว่า 200,000 คน ผลการเลือกตั้งรอบที่ 2 ปรากฏว่า นายมูกาเบ ที่ลงแข่งขันเพียงผู้เดียว ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง ด้วยคะแนนร้อยละ 85.5 โดยมีประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้งร้อยละ 42.4 ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนผู้ที่เลือกนายมูกาเบเมื่อเดือนมีนาคม 2551 และได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2551 ท่ามกลางความคลางแคลงใจของชาวซิมบับเวและนานาชาติ หลังจากการเลือกตั้ง นายชังกิรายได้เดินทางออกนอกประเทศไปอยู่ในบอตสวานา ในระหว่างนั้น ได้มีความพยายามในการคลี่คลายปัญหาในซิมบับเวโดยนานาชาติและประเทศแอฟริกันอื่นๆ ทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี โดยประเทศที่ต่อต้านการครองอำนาจของนายมูกาเบอย่างชัดเจนและมีมาตรการคว่ำบาตรซิมบับเว ได้แก่ สหรัฐฯ อังกฤษ และกลุ่ม EU
1.11 ประเทศมหาอำนาจกลุ่มเหนือ นำโดยสหรัฐฯ ได้เสนอให้ชุมชนโลก ในนามขององค์การระหว่างประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสหประชาชาติ สหภาพแอฟริกา และ G8 กำหนดมาตรการลงโทษรัฐบาลของนายมูกาเบ เช่น คว่ำบาตรการค้าอาวุธและการเดินทางของเจ้าหน้าที่อาวุโสของซิมบับเว แต่ประเทศกลุ่มใต้ นำโดย รัสเซีย จีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย ยังลังเลต่อมาตรการคว่ำบาตร โดยให้เหตุผลว่า ไม่ต้องการแทรกแซงกิจการภายในของซิมบับเว ในขณะที่แอฟริกาใต้มีท่าทีเป็นกลาง (ซึ่งมีนัยที่สนับสนุนนายมูกาเบ) โดยอ้างการดำเนินนโยบายตามหลัก Quiet Diplomacy
1.12 สหภาพแอฟริกา (AU) ได้มีมติภายหลังการประชุม AU Summit ที่อิยิปต์เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2551 ให้นายมูกาเบและนายชังกิราย เจรจากันเพื่อตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ในขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศ SADC (Southern African Development Community) ก็กดดันให้นายชังกิรายเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อให้สถานการณ์สงบ ภายหลังการเจรจากว่า 6 เดือน นายชังกิรายประกาศว่า ตนและพรรค MDC-T (ซึ่งแยกตัวออกมาจากพรรค MDC) จะเข้าร่วมกับนายมูกาเบและพรรค ZANU-PF จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ โดยนายมูกาเบยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและคุมกำลังทหาร ส่วนนายชังกิรายดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2552) การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากชาวซิมบับเวและประเทศอื่นๆ ในแอฟริกาอย่างยิ่ง โดยหวังว่า จะทำให้ความวุ่นวายทางการเมืองคลี่คลายลง และประชาชนจะได้รับการดูแลจากรัฐบาลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นานาชาติยังไม่วางใจในเสถียรภาพของรัฐบาลแห่งชาติ และประเทศตะวันตกยังไม่ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรซิมบับเว
2. เศรษฐกิจและสังคม
2.1 วิกฤตการณ์ในทุกมิติของประเทศส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจและสังคมของซิมบับเวล่มสลายภายใต้การปกครองของประธานาธิบดีมูกาเบ เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง การขาดแคลนอาหาร และภาวะการว่างงานอย่างรุนแรง ในปัจจุบันมีประชากรเพียงร้อยละ 20 ของประเทศเท่านั้นที่มีงานประจำ เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2551 รัฐบาลซิมบับเวยกเลิกการใช้เงินสกุล”ดอลลาร์ซิมบับเว” (ซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้พิมพ์ธนบัตรมูลค่า 100 Trillion Zimbabwean Dollars ออกใช้เท่ากับว่า เงินซิมบับเวดอลลาร์แทบจะไม่มีค่ามากไปกว่ากระดาษ) และอนุญาตให้ใช้เงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะ ดอลลาร์สหรัฐ และแรนด์แอฟริกาใต้ ในท้องตลาดได้ รวมทั้งจ่ายเงินเดือนเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้สภาวะเศรษฐกิจเริ่มทรงตัว ประชาชนเริ่มมีกำลังซื้อ และเริ่มมีเงินไหลเข้าสู่ระบบมากขึ้น
3. นโยบายต่างประเทศ
3.1 ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ซิมบับเวมีความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในทางตอนใต้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะกับแอฟริกาใต้ ที่มีนโยบาย quiet diplomacy ชัดเจนว่า จะไม่แทรกแซงกิจการภายในของซิมบับเว อย่างไรก็ดี บอตสวานาได้สร้างแนวรั้วไฟฟ้า และแอฟริกาใต้ได้วางกำลังทหาร ตามแนวชายแดนกับซิมบับเว เพื่อป้องกันการอพยพเข้าประเทศของชาวซิมบับเวที่ประสบปัญหาความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้น รวมทั้งผู้ที่ต้องการลี้ภัยทางการเมืองด้วย ในส่วนของประเทศเพื่อนบ้านทางตอนเหนือ-ตะวันออก อาทิ แซมเบีย คองโก (DRC) และโมซัมบิก ประธานาธิบดีมูกาเบเคยส่งทหารเข้าสู้รบในประเทศเหล่านี้ ซึ่งหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่า การสู้รับดังกล่าวมักเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจเมื่อประธานาธิบดีมูกาเบและพรรค ZANU-PF ประสบปัญหาทางการเมือง
3.2 ความสัมพันธ์กับประเทศสหรัฐฯ และกลุ่ม EU ไม่สู้ดีนัก เนื่องจากประเทศดังกล่าวมียโยบายคว่ำบาตรด้านการเดินทางและการอายัดทรัพย์สินของสมาชิกแกนนำพรรค ZANU-PF หลายคน (ครอบคลุมประมาณร้อยละ 90 ของผู้มีตำแหน่งในรัฐบาลซิมบับเว) แต่มาตรการดังกล่าวไม่ได้ผลเท่าที่ควร ประธานาธิบดี มูกาเบยังสามารถเดินทางเข้า-ออกและมีบทบาทในประเทศอื่นๆ ที่ไม่ร่วมในนโยบายคว่ำบาตร อีกทั้งยังใช้นโยบายคว่ำบาตรซิมบับเวเพื่อประโยชน์ทางการเมืองให้แก่ตนเองและพรรค ZANU-PF ด้วย
3.3 ประธานาธิบดีมูกาเบจึงพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ โดยเฉพาะกับมาเลเซียและลิเบีย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน (South-South Economic Cooperation) ล่าสุด ซิมบับเวได้ตกลงแลกเปลี่ยนสินค้า (barter trade) กับการนำเข้าน้ำมันจากลิเบีย ปัจจุบันซิมบับเวพยายามดำเนินความสัมพันธ์กับจีนให้มากขึ้น โดยมุ่งหวังที่จะพึ่งพาความช่วยเหลือจากจีน
3.4 ประธานาธิบดีมูกาเบได้กล่าวสนับสนุนนโยบายการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ของอิหร่านในระหว่างการเยือนซิมบับเวของประธานาธิบดีมามูด อามาดิเนจ๊าด (Mahmoud Ahmadinajad) เมื่อเดือนเมษายน 2553 แต่นายชังกิราย นายกรัฐมนตรีซิมบับเว ซึ่งเป็นผู้นำพรรคร่วมรัฐบาล MDC คัดค้านการเยือนดังกล่าวโดยเห็นว่าการสนับสนุนอิหร่านจะยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ
ข้อมูลเศรษฐกิจ/การค้า (2554)
| ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ | 4.83 พันล้าน USD (ไทย: 362.3 พันล้าน USD) |
| รายได้ประชาชาติต่อหัว | 411.76 USD (ไทย: 5,359.0 USD) |
| การขยายตัวทางเศรษฐกิจ | ร้อยละ 6.8 (ไทย: ร้อยละ 7.8) |
| อัตราเงินเฟ้อ | ร้อยละ 8.00 (ไทย: ร้อยละ 3.6-4.0) |
| เงินทุนสำรอง | 376 ล้าน USD (ไทย: 188.3 พันล้าน USD) |
| อุตสาหกรรมที่สำคัญ | เหมืองแร่ (ถ่านหิน ทอง ทองคำขาว ทองแดง นิกเกิล ดีบุก ดินเหนียว สินแร่) เหล็กกล้า ผลิตภัณฑ์จากไม้ ซีเมนต์ ปุ๋ย เสื้อผ้าและรองเท้า อาหาร เครื่องดื่ม |
| ทรัพยากรธรรมชาติ
| ถ่านหิน แร่โครเมียม เยื่อหินทนไฟ ทอง นิกเกิล ทองแดง เหล็ก วานาเดียม ดีบุก ทองคำขาว |
| สินค้าส่งออกที่สำคัญ | ทองคำขาว ฝ้าย ยาสูบ ทองคำ โลหะผสมของเหล็ก สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม |
| สินค้านำเข้าที่สำคัญ | เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง สินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ เคมีภัณฑ์ เชื้อเพลิง อาหาร
|
| ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ | ส่งออก แอฟริกาใต้ สาธารณรัฐคองโก บอตสวานา จีน แซมเบีย ญี่ปุ่น อิตาลี สหราชอาณาจักร
นำเข้า แอฟริกาใต้ จีน |
| หน่วยเงินตรา | ดอลลาร์ซิมบับเว (ZWD)(1 บาท=11.79 ZWD) (สถานะ ณ วันที่ 7 พ.ย. 54) |
สถิติที่สำคัญไทย-ซิมบับเว (2554)
| มูลค่าการค้าไทย
-ซิมบับเว | 38.69 ล้าน USD (ไทยส่งออก 17.04 ล้าน USD ไทยนำเข้า 21.65 ล้าน USD ไทยขาดดุลการค้า -4.61 ล้าน USD)
|
| สินค้าส่งออกของไทย | รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เคหะสิ่งทอ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ ผลิตภัณฑ์ยาง
|
| สินค้านำเข้าจาก
ซิมบับเว | ด้ายและเส้นใย พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด แร่และผลิตภัณฑ์จากแร่
|
| การลงทุน | ยังไม่มีการลงทุนระหว่างกันมากนัก |
| การท่องเที่ยว | ชาวซิมบับเวมาไทย 685 คน (2553) |
| คนไทยในซิมบับเว | 5 คน |
| การตรวจลงตรา | ขอรับการตรวจลงตราตามปกติได้ที่สถานเอกอัครราชทูตซิมบับเวประจำมาเลเซีย / และ ขอข้อมูลได้ที่ กรุงเทพฯ (สถานกงสุล ) |
| สำนักงานของไทยที่ดูแลซิมบับเว | สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพริทอเรีย |
| สำนักงานของ
ซิมบับเวในไทย | กรุงเทพฯ (สถานกงสุล) (กงสุลกิตติมศักดิ์ คือ นายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์) / สถานเอกอัครราชทูตซิมบับเวประจำมาเลเซีย |
ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมของซิมบับเว
- วิกฤตการณ์ในทุกมิติของประเทศส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจและสังคมของซิมบับเวล่มสลาย
ภายใต้การปกครองของ Mugabe เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง (ปัจจุบันระดับอัตราเงินเฟ้อทางการในซิมบับเวประมาณร้อยละ 11.2 ล้าน) การขาดแคลนอาหาร และวิกฤตการว่างงานอย่างรุนแรง ในปัจจุบันมีประชากรเพียงร้อยละ 20 ของประเทศเท่านั้นที่มีงานประจำ
- เมื่อปลายเดือน ธันวาคม 2551 รัฐบาลซิมบับเวยกเลิกการใช้เงินสกุล"ดอลลาร์ซิมบับเว" (ซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้พิมพ์ธนบัตรมูลค่า 100 Trillion Zimbabwe Dollar ออกใช้เท่ากับว่าเงินซิมบับเวดอลลาร์แทบจะไม่มีค่ามากไปกว่ากระดาษ) และอนุญาตให้ใช้เงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะ ดอลลาร์สหรัฐฯ และแรนด์แอฟริกาใต้ในท้องตลาดได้ รวมทั้งจ่ายเงินเดือนเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้สภาวะเศรษฐกิจเริ่มทรงตัว ประชาชนเริ่มมีกำลังซื้อ และเริ่มมีเงินไหลเข้าสู่ระบบ
-รัฐบาล Mugabe มีปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชน การเลือกตั้งที่ผ่านมาของซิมบับเวถูกประณามจากชาติตะวันตกว่าเป็นการเลือก ตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีการแทรกแซงจากรัฐบาลและการโกงการเลือกตั้ง มีรายงานข่าวถึงการก่อความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนของภาครัฐที่กระทำ ต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง
- ระบบเศรษฐกิจที่ล่มสลาย ความยากจน และการจำกัดสิทธิเสรีภาพทางการเมืองเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ชาวซิมบับเว จำนวนกว่า 3 ล้าน 4 แสน คนได้อพยพออกนอกประเทศ โดยส่วนใหญ่อพยพอย่างผิดกฏหมายไปยังประเทศแอฟริกาใต้
- ประเทศซิมบับเวกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคอหิวาตกโรค (Cholera) อย่างต่อเนื่อง โดยเชื้ออหิวาตกโรคได้แพร่กระจายทั่วประเทศซิมบับเว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วประมาณ 3,700 คน และมีผู้ติดเชื้อกว่า 80,000 คน เชื้ออหิวาตกโรคได้แพร่กระจายในแหล่งน้ำธรรมชาติของภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ ที่สำคัญได้แก่แม่น้ำ Limpopo ซึ่งกั้นพรมแดนซิมบับเวและแอฟริกาใต้ ผู้ป่วยจำนวนมากเดินทางออกจากซิมบับเวเพื่อไปรักษาตัวในประเทศเพื่อนบ้าน และเป็นพาหะนำโรคโดยเชื้ออหิวาตกโรคได้ลุกลามไปยังประเทศเพื่อนบ้านของซิมบับเว ได้แก่ แอฟริกาใต้ บอตสวานา โมซัมบิก และแซมเบียด้วย
- อหิวาตกโรคเป็นโรคติดต่อทางน้ำ ผู้ที่ติดเชื้อจะมีอาการท้องร่วงและอาเจียนอย่างรุนแรง แม้ว่าอหิวาตกโรคเป็นโรคที่มีอันตรายถึงชีวิต แต่ก็สามารถรักษาได้ด้วยยา สาเหตุที่เกิดการแพร่ระบาดของอหิวาตกโรคในซิมบับเวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากซิมบับเวมีระบบการจัดการน้ำ และสุขอนามัยสาธารณะที่ต่ำกว่ามาตรฐานเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับโครงสร้างของระบบการแพทย์ และโรงพยาบาลของซิมบับเวไม่มีประสิทธิภาพ สภาวการณ์ความไม่สงบทางการเมืองและความล่มสลายทางเศรษฐกิจของประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ซิมบับเวขาดบุคลากรทางการแพทย์ ยารักษาโรค และงบประมาณที่จะจัดการกับวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ระบบการรักษาพยาบาลของซิมบับเวล้มเหลว โรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุด 4 แห่งของซิมบับเว ไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ โรงพยาบาลหลายแห่งปิดทำการเนื่องจากแพทย์และพยาบาลประท้วงหยุดงาน ระบบการจัดการน้ำสะอาดและการกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลจากร่างกายของผู้ ป่วยล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคสูงสุดนั้น (ธันวาคม 2551) รัฐบาลต้องหยุดจ่ายกระแสน้ำประปาในกรุงฮาราเร เนื่องจากไม่มีเงินซื้อสารเคมีสำหรับบำบัดน้ำเสีย มีการไหลนองของสิ่งปฏิกูลตามท้องถนน
- รัฐบาลซิมบับเวได้ร้องขอความช่วยเหลือจากองค์การระหว่างประเทศเช่น UN WHO UNICEF Amnesty International และ International Committee of the Red Cross สิ่งที่ซิมบับเวต้องการรับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ได้แก่ ยารักษาโรค อุปกรณ์การแพทย์ และเงินสำหรับจ่ายให้แก่แพทย์และพยาบาล
- เมื่อวันที่ 29 มกราคม 52 รัฐบาลไทย ได้มอบเงินช่วยเหลือแก่ซิมบับเว เป็นจำนวน 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ ผ่านสภากาชาดไทย เพื่อประสานงานมอบให้แก่สภากาชาดสากลต่อไป โดยเบิกจ่ายจากงบความช่วยเหลือให้แก่มิตรประเทศที่ประสบภัยพิบัติของกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อแสดงถึงน้ำใจของไทยตามหลักมนุษยธรรมสากล และเพื่อตอกย้ำสถานภาพความเป็นประเทศผู้ให้ของไทย ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศต่าง ๆ ในยามคับขัน
- ในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2552 นี้ กระทรวงการต่างประเทศในนามรัฐบาลไทยจะบริจาคสิ่งของจำพวกอาหาร ยา อุปกรณ์การศึกษาการกีฬาของไทยแก่ซิมบับเว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนซิมบับเว เป็นมูลค่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ แก่รัฐบาลซิมบับเว
1. ความสัมพันธ์ทั่วไป
1.1 การทูต
ไทยและซิมบับเวได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2528 (ค.ศ.1985) โดยไทยมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ มีเขตอาณาครอบคลุมซิมบับเว เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐซิมบับเวคนปัจจุบันคือ นายธฤต จรุงวัฒน์ โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงพริทอเรีย ส่วนซิมบับเวมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตซิมบับเวประจำมาเลเซีย มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐซิมบับเวประจำประเทศไทยคนปัจจุบันคือ H.E. Mr. Cuthbert ZHAKATA โดยมีถิ่นพำนัก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ และแต่งตั้งนายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ เป็นกงสุลกิตติมศักดิ์ซิมบับเวประจำประเทศไทย
ในภาพรวม ความสัมพันธ์ ไทย-ซิมบับเว ราบรื่นแต่ไม่ใกล้ชิด ยังมีการแลกเปลี่ยนการเยือนหรือการจัดกิจกรรมระหว่างกันน้อยมาก อย่างไรก็ดี อุปสรรคสำคัญคือสถานการณ์รุนแรงในซิมบับเวเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ และนานาชาติยังใช้มาตรการคว่ำบาตรซิมบับเวอยู่อย่างต่อเนื่อง
1.2 เศรษฐกิจ
1.2.1 การค้า
การค้าระหว่างไทยกับซิมบับเวยังมีมูลค่าไม่มากนัก ซึ่งไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้ามาโดยตลอด โดยในปี 2553 มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน รวมทั้งสิ้น 41.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 18.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยนำเข้า 23.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้า 5.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ เนื่องจากไทยนำเข้าวัตถุดิบประเภทด้ายและเส้นใยจากซิมบับเวเพื่อนำมาใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีสินค้าที่ไทยนำเข้า อื่น ๆ ได้แก่ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด แร่และผลิตภัณฑ์จากแร่ สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปซิมบับเว อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เคหะสิ่งทอ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ ผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น แม้ว่าซิมบับเวจะประสบปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยมากนัก เห็นได้จากมูลค่าการค้ารวมตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมาระหว่างสองประเทศนั้นมีความคงที่และต่อเนื่องมาโดยตลอดภาคธุรกิจที่ไทยมีศักยภาพในซิมบับเว เมื่อสถานการณ์ในซิมบับเวสงบแล้ว ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร การแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตร เหมืองแร่ธาตุ การเจียรไนเพชร ร้านอาหารไทย
1.2.2 การลงทุน
ยังไม่ปรากฏข้อมูลการลงทุนระหว่างกัน
2. ความตกลงที่สำคัญ ๆ กับประเทศไทย
- ความตกลงที่ได้ลงนามไปแล้ว
2.1 ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543)
- ความตกลงที่อยู่ในระหว่างพิจารณาจัดทำ
3. การแลกเปลี่ยนการเยือนที่สำคัญ
3.1 ฝ่ายไทย
นายกรัฐมนตรี / คณะรัฐมนตรี / เจ้าหน้าที่ระดับสูง
- วันที่ 15-17 สิงหาคม 2537 นาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนซิมบับเว
3.2 ฝ่ายซิมบับเว
ประธานาธิบดี
- วันที่ 9 มกราคม 2551 ประธานาธิบดีมูกาเบและคณะเดินทางผ่านไทยเพื่อต่อเครื่องบินไปสิงคโปร์
- วันที่ 27 มีนาคม – 1 เมษายน 2553 นายเลิฟมอร์ โมโย (Lovemore Moyo) ประธานสภาผู้แทนราษฎร เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา (Inter-Parliamentary Union – IPU) ครั้งที่ 122 ที่กรุงเทพฯ
สถานะเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2554
