สาธารณรัฐเคนยา
The Republic of Kenya
พื้นที่ 569,259 ตร.กม. (มีขนาดใกล้เคียงกับไทย)
เมืองหลวง กรุงไนโรบี (Nairobi)
ภูมิอากาศ
ภาคเหนือ - อากาศร้อนและแห้งแล้ง
ภาคกลาง - อากาศเย็น รอบทะเลสาบวิคตอเรียมีอุณหภูมิสูงและฝนตกชุก
ชายฝั่งทะเล - อากาศร้อนชื้น
อุณหภูมิ ในกรุงไนโรบีประมาณ 13-28 องศาเซลเซียส
ประชากร 36.50 ล้านคน (2553)
ภาษา อังกฤษ และ Kiswahili
ศาสนา โปรเตสแตนท์ 45% โรมันคาทอลิก 33% อิสลาม 10% ความเชื่อดั้งเดิม 10% อื่นๆ 2%
วันชาติ 12 ธันวาคม
ประมุข นายอึมไว คิบาคิ (Mwai Kibaki)
นายกรัฐมนตรี นายไรลา อมอลโล โอดิงกา (Raila Amollo Odinga)
รัฐมนตรีต่างประเทศ ศ.จอร์จ ไชโตติ (George Saitoti)
เว็บไซต์ทางการ www.kenya.go.ke
ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
เคนยาตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษตั้งแต่ปี 2438 (ค.ศ. 1895) และได้รับเอกราชโดยสมบูรณ์เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2506 (ค.ศ. 1963) หลังจากนั้น เคนยามีการเลือกตั้งทั่วประเทศขึ้น เมื่อปี 2507 (ค.ศ. 1964) โดยพรรค Kenya African National Union (KANU) ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง และมีนายโจโม เคนยัตตา (Jomo Kenyatta) ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกของเคนยา และประกาศให้เคนยาเป็นสาธารณรัฐอยู่ในเครือจักรภพอังกฤษ
ประธานาธิบดีเคนยัตตาบริหารประเทศจนถึงปี 2521 (ค.ศ. 1978) และเสียชีวิตลง จากนั้น นาย Daniel arap Moi ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ได้เป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากประธานาธิบดีเคนยัตตา จนถึงปี 2545 (ค.ศ. 2002) เคนยาปกครองโดยพรรคการเมืองเดียว มานานกว่า 28 ปี นับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ ต่อมา ในเดือนธันวาคม 2534 (ค.ศ. 1991) เคนยาได้เปลี่ยนแปลงระบบการปกครองจากระบบการบริหารประเทศแบบพรรคเดียวมาสู่ ระบบเสรีประชาธิปไตยหลายพรรคแบบตะวันตก
1. การเมืองการปกครอง
1.1 ระบอบการปกครอง
เคนยามีระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีประธานาธิบดีเป็นทั้งประมุขของรัฐ และผู้บัญชาการทหารสูงสุด อยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี โดยรัฐธรรมนูญได้แบ่งอำนาจการปกครองออกเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ เคนยา แบ่งเขตการปกครองเป็น 7 จังหวัด ได้แก่ Rift Valley, Eastern, Nyanza, Central, Western, Coast และ North Eastern และ 1 เขต (area) คือ Nairobi Area โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด (Province Commissioner) เป็นผู้ดูแล
1.2 การเลือกตั้งประธานาธิบดี
เคนยามีการเลือกตั้งในระบบหลายพรรคการเมืองขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2535 (ค.ศ. 1992) ภายใต้แรงผลักดันจากประเทศตะวันตก โดยพรรค KANU ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ทำให้มีนาย Daniel arap Moi ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี เคนยาจัดการเลือกตั้งทั่วไปอีก 3 ครั้ง ได้แก่
(1) ปี 2540 (ค.ศ. 1997) โดยประธานาธิบดี Moi ได้รับชัยชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง
(2) ปี 2545 (ค.ศ. 2002) การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมืองของเคนยา เนื่องจากประธานาธิบดี Moi ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้อีกตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเคนยา ส่งผลให้ นาย Mwai Kibaki ผู้นำกลุ่ม National Rainbow Coalition (NARC) ซึ่งเป็นแนวร่วมฝ่ายค้านได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง และดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ ชัยชนะของนาย Mwai Kibaki ครั้งนี้ เป็นการสิ้นสุดอำนาจของพรรค KANU ซึ่งปกครองเคนยามานานกว่า 40 ปี นับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ
(3) ปี 2550 (ค.ศ. 2007) ประธานาธิบดี Kibaki ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งอีกครั้ง และสามารถสานต่อกระบวนการพัฒนาประเทศ "วิสัยทัศน์ 2030" (Vision 2030) ตามที่ได้เริ่มกระบวนการไว้เมื่อปี 2549 (ค.ศ. 2006) อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเลือกตั้ง นาย Raila Odinga หัวหน้าพรรค ODM คู่แข่งของประธานาธิบดี Kibaki และผู้สนับสนุน ได้ก่อเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นเพื่อประท้วงผลการเลือกตั้ง เพราะเชื่อว่าประธานาธิบดี Kibaki ทุจริตการเลือกตั้ง สถานการณ์ดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้นจนมีผู้เสียชีวิตถึง 1,500 คน และทั้งสองฝ่ายไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกันได้ จนกระทั่งถึงเดือนเมษายน 2551 (ค.ศ. 2008) ที่ทั้งสองฝ่ายสามารถต่อรองและจัดตั้งรัฐบาลผสมได้สำเร็จ
1.3 นโยบายรัฐบาล
ประธานาธิบดี Kibaki ได้ริเริ่มกระบวนการพัฒนาประเทศเคนยาโดยได้จัดทำนโยบาย "วิสัยทัศน์ 2030" (Vision 2030) เพื่อพัฒนาประเทศเคนยาไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมที่มีรายได้ระดับกลางแห่งใหม่และสามารถประกันคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนได้ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) โดยนโยบายนี้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการเมืองควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม และตั้งอยู่บนเสาหลัก 3 ประการ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
วิสัยทัศน์ 2030 จัดทำขึ้นโดยให้ความสำคัญกับประเด็นต่างๆ ดังนี้
(1) ความมีเสถียรภาพของเศรษฐกิจระดับมหภาค
(2) ความต่อเนื่องในการปฏิรูประบบบริหาร
(3) ความเสมอภาคและโอกาสในการกระจายรายได้สู่คนยากจน
(4) สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะการสร้างเครือข่ายคมนาคม ชลประทาน สาธารณสุข และ โทรคมนาคม
(5) พลังงาน
(6) วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
(7) การปฏิรูปที่ดินทำกิน
(8) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
(9) ความมั่นคงภายในประเทศ
(10) บริการสาธารณะ
2. เศรษฐกิจและสังคม
2.1 วิสัยทัศน์ 2030
เคนยาได้จัดทำวิสัยทัศน์ 2030 เพื่อวางนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเคนยา โดยมีรายละเอียดดังนี้
ด้านเศรษฐกิจ
เคนยาต้องการรักษาระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ให้คงที่ที่ร้อยละ 10 ภายในระยะเวลา 25 ปี โดยรัฐบาลมุ่งส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจใน 6 ด้าน ได้แก่ (1) การท่องเที่ยว (2) การเกษตร (3) การค้าปลีกและค้าส่ง (4) การผลิตเพื่อตลาดระดับภูมิภาค (5) การให้บริการ business process offshoring (BPO) และ (6) การบริการทางการเงิน
ด้านสังคม
เคนยาต้องการเสริมสร้างสังคมที่เป็นธรรม มีความสามัคคี และเสมอภาคภายใต้สภาพแวดล้อมที่สะอาดและปลอดภัย โดยปัจจัยที่จะสนับสนุนการพัฒนาทางสังคมของเคนยา ประกอบด้วย (1) การปฏิรูประบบการศึกษา (2) การปรับปรุงระบบการดูแลสุขภาพ (3) การจัดการทรัพยากรน้ำและสุขอนามัย (4) การรักษาและดูแลสิ่งแวดล้อม (5) การจัดการที่อยู่อาศัยและการพัฒนาชุมชนเมือง (6) การให้ความเสมอภาคทางเพศ เยาวชน และกลุ่มเสี่ยง และ (7) การรักษาความเสมอภาคของประชาชนและการขจัดความยากจน
2.2 สาขาที่เคนยามีศักยภาพในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
- การท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม/สปา - เศรษฐกิจของเคนยาพึ่งพาธุรกิจด้านการท่องเที่ยวเป็นหลัก ทำให้รัฐบาลเคนยามีนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เคนยายังต้องการการลงทุนด้านธุรกิจโรงแรม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการท่องเที่ยวและการให้บริการต่างๆ อาทิ การฝึกอบรมการนวดแผนไทย/สปา การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (eco-tourism)
- การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร - เคนยาเป็นประเทศเกษตรกรรมและมีผลผลิตทางการเกษตรเพื่อส่งออกที่สำคัญทั้งในด้านพืชพันธุ์ ปศุสัตว์และการประมง แต่ยังคงขาดแคลนเทคโนโลยี นวัตกรรมที่ใช้แปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้สูงขึ้น
- การก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐานและวัสดุก่อสร้าง - เคนยาต้องการการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ โดยเฉพาะด้านชลประทาน ซึ่งไทยมีจุดแข็งด้านนี้และสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวได้ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทยที่ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจขุดเจาะน้ำบาดาล โดยมีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงไนโรบี นอกจากนี้ เคนยายังต้องการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงทั้งประเทศโดยการสร้างเครือข่ายถนน ทางรถไฟ แต่ยังขาดแคลนการผลิตวัสดุก่อสร้างต่างๆ อาทิ ปูนซิเมนต์
- ธุรกิจ/การลงทุนด้านแร่ธาตุและอัญมณี - เคนยาเป็นแหล่งแร่ธาตุที่สำคัญโดยเฉพาะโซดาแอช ซึ่งเป็นสารเคมีสำคัญในการผลิตเป็นสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมหลายชนิดของไทย เช่น แก้ว เซรามิคส์ กระดาษ ผงซักฟอก สบู่ นอกจากนี้ เคนยายังเป็นแหล่งแร่อัญมณีและพลอยดิบขนาดใหญ่ของโลก และรัฐบาลเคนยาต้องการให้ผู้ประกอบการต่างชาติตั้งโรงงานเจียระไนพลอยขั้นพื้นฐานและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเจียระไนพลอยเบื้องต้น เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น
2.3 เขตการค้าเสรี (FTA) และสหภาพศุลกากร
เคนยามีความเคลื่อนไหวที่ก้าวหน้าอย่างมากในการเปิดเสรีทางการค้า โดยได้ร่วมลงนามจัด
ตั้งเขตการค้าเสรี (Free Trade Area - FTA) กับกลุ่มตลาดร่วมแห่งแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาตอนใต้ (Common Market for Eastern and Southern Africa-COMESA) ก่อให้เกิดตลาดเสรีขนาดใหญ่ที่มีประชากรรวมกันถึง 350 ล้านคน นอกจากนี้ ยังได้ร่วมลงนามกับยูกันดาและแทนซาเนียจัดตั้งสหภาพศุลกากรแอฟริกาตะวันออก (East African Custom Union) ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2549
2.4 สิทธิพิเศษทางการค้า
เคนยาได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าจาก EU ภายใต้ความตกลง Cotonou (Cotonou Agreement) นอกจากนี้ ยังได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าจากสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบัญญัติ African Growth and Opportunity Act (AGOA) การส่งเสริมความสัมพันธ์กับเคนยาจะเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ในทางการค้าและเป็นการเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ และ EU ได้อีกทางหนึ่งโดยผ่านเคนยา
3. นโยบายต่างประเทศ
3.1 ปัจจัยกำหนดนโยบายต่างประเทศของเคนยา
นโยบายต่างประเทศของเคนยาตั้งอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์แห่งชาติเป็นหลัก โดยพิจารณาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่
(1) ปัจจัยด้านการเมืองและความมั่นคง
รัฐบาลเคนยามุ่งให้ความสำคัญต่อความมั่นคงภายในประเทศ โดยการป้องกันและรักษาบูรณภาพแห่งดินแดน และอำนาจอธิปไตยของชาติ จากกรณีพิพาทต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นบริเวณชายแดน
(2) ปัจจัยทางเศรษฐกิจ
การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นองค์ประกอบสำคัญที่กำหนดนโยบายต่างประเทศของเคนยา รัฐบาลเคนยาจัดทำนโยบายเศรษฐกิจแบบเปิด โดยส่งเสริมให้เกิดการลงทุนจากต่างชาติ (Foreign Direct Investment: FDI) ตลอดจนขอรับความช่วยเหลือจากต่างชาติเพื่อการพัฒนาประเทศ (Overseas Development Assistance: ODA) การกระตุ้นให้มี FDI และ ODA จะทำให้เกิดการหมุนเวียนเงินตราต่างประเทศในระบบการเงินของเคนยา
(3) ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์
เคนยาเป็นประเทศที่มีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ทวีปแอฟริกา เนื่องจากชาวเคนยามีเชื้อชาติและชาติพันธุ์ที่หลากหลาย นอกจากนี้ เคนยายังเป็นประเทศที่เชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียและเป็นเมืองท่าที่สำคัญให้แก่ประเทศต่างๆ ในทวีปแอฟริกาที่ไม่มีทางออกทะเล
3.2 การบูรณาการระดับภูมิภาค
เคนยาส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศและภายในภูมิภาค โดยเข้าร่วมเป็นสมาชิกในหลากหลายองค์กร อาทิ ประชาคมแอฟริกาตะวันออก (East African Community: EAC) กลุ่มตลาดร่วมแห่งแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาตอนใต้ (Common Market for Eastern and Southern Africa: COMESA) Intergovernmental Authority on Development (IGAD) และ Indian Ocean Rim Association for Regional Co-operation เป็นต้น ความร่วมมือเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเคนยายังคงพึ่งพาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเป็นหลัก อย่างไรก็ตามเคนยายังได้รับอิทธิพลจากกระแสโลกาภิวัฒน์และทุนนิยมทำให้ต้องปรับบทบาทด้านการต่างประเทศ โดยยกระดับความสัมพันธ์กับประเทศภายนอกภูมิภาคอื่นๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ นอกจากนี้ เคนยังยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ในซูดานและโซมาเลีย
3.3 บทบาทเคนยาในองค์กรระหว่างประเทศ
เคนยาส่งเสริมบทบาททางการทูตในกรอบพหุภาคี โดยมุ่งปฏิบัติตามกฏบัตรสหประชาชาติและสหภาพแอฟริกา ตลอดจนส่งเสริมให้ประชาคมโลกมีการจัดระเบียบการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาที่ขยายวงกว้างไปทั่วโลก อาทิ การก่อการร้าย ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย นอกจากนี้
3.4 ภาพรวมและทิศทางนโยบายต่างประเทศเคนยาในปัจจุบัน
หลังจากที่เคนยาประสบปัญหาความไม่สงบในประเทศหลังจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ทำให้ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ตลอดจนความปลอดภัยในเคนยาในสายตาประชาคมระหว่างประเทศลดลง ดังนั้น เคนยาจึงกำหนดนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ไขภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นในประชาคมระหว่างประเทศ โดยเน้นกระตุ้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และภายในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก รวมทั้งต้องการเพิ่มบทบาทของ EAC ในเวทีระหว่างประเทศ นอกจากนี้ เคนยายังส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศมหาอำนาจอื่นๆ อาทิ สหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย และแอฟริกาใต้
ข้อมูลเศรษฐกิจ/การค้า
สถิติที่สำคัญไทย-เคนยา (2553)
1. ความสัมพันธ์ทั่วไป
1.1 ความสัมพันธ์ด้านการเมือง/การทูต
ประเทศไทยและสาธารณรัฐเคนยาได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อ
วันที่ 25 กรกฎาคม 2510 (ค.ศ. 1967) โดยไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตที่กรุงไนโรบี เมื่อปี พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) ต่อมาเคนยาได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตเคนยาประจำประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2549 (ค.ศ. 2006) และได้มอบหมายให้ H.E.Dr. Richard Titus Ekai เป็นเอกอัครราชทูตเคนยาประจำประเทศไทย
1.2 ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
เคนยาเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของไทยในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก โดยในปี 2553 ปริมาณการค้าระหว่างไทยกับเคนยามีมูลค่า 123.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งสินค้าออกไปเคนยามูลค่า 89.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าสินค้าจากเคนยามูลค่า 34.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 54.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ภาคเอกชนได้จัดคณะไปสำรวจตลาดเคนยาและความเป็นไปได้สำหรับการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และฝ่ายเคนยาให้ความสนใจในศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยและต้องการการลงทุนจากต่างประเทศ ตลอดจนเทคโนโลยีเพื่อนำไปพัฒนาภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมในเคนยา
1.3 ความสัมพันธ์ด้านสังคมและวัฒนธรรม
รัฐบาลไทยและรัฐบาลเคนยามีนโยบายขยายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างกันและได้ลงนามความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเมื่อปี 2547 (ค.ศ. 2004) รัฐบาลเคนยามีความประสงค์ที่จะขยายตลาดนักท่องเที่ยวจากเอเชียโดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และไทย รวมทั้งต้องการเรียนรู้ประสบการณ์ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งไทยก็ยินดีแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์
นอกจากนี้ในโอกาสการเยือนไทยของประธานาธิบดีเคนยาเมื่อตุลาคม 2547 (ค.ศ. 2004) ประธานาธิบดีเคนยาได้เสนอที่จะมอบสัตว์ป่าเคนยาให้เป็นของขวัญแก่ไทยเพื่อนำไปแสดงที่สวนสัตว์เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี แต่ประสบปัญหาการต่อต้านจาก NGO's ในเคนยา จึงระงับโครงการไว้
2. ความตกลงที่สำคัญกับไทย
2.1 ความตกลงว่าด้วยการเดินอากาศ
ไทยและเคนยาได้ลงนามในความตกลงทางการบิน เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2534 (ค.ศ. 1991) สายการบินเคนยาแอร์เวย์ได้เปิดเที่ยวบิน ไนโรบี-กรุงเทพฯ-ฮ่องกง โดยเริ่มบินเที่ยวแรกเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2546 (ค.ศ. 2003) ปัจจุบันมีเที่ยวบินตรง 7 เที่ยวต่อสัปดาห์
2.2 ความตกลงด้านการค้า
ไทยและเคนยาได้ลงนามในความตกลงทางการค้าเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2536 (ค.ศ. 1993) แต่ยังไม่มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมทางการค้า ตามที่แจ้งไว้ในความตกลง
2.3 บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว
ไทยและเคนยาได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเมี่อ วันที่ 2 ธันวาคม 2547 (ค.ศ. 2004) นอกจากนี้ ไทยและเคนยาอยู่ระหว่างการทำความตกลงและบันทึกความเข้าใจอีกหลายฉบับ อาทิ ความตกลงยกเว้นภาษีซ้อน ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมไทย-เคนยา ความตกลง ด้านธรณีวิทยา ความตกลงว่าด้วยการคุ้มครองการลงทุน บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุขและบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
3. การเยือนที่สำคัญ
3.1 ฝ่ายไทย
(1) สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จเยือนเคนยาเพื่อ
เข้าร่วมประชุมคณะมนตรีประศาสน์การของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม - 9 สิงหาคม 2533 (ค.ศ. 1990)
(2) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แวะเคนยาเป็นการส่วน พระองค์ ในวันที่ 18 มีนาคม 2546 (ค.ศ. 2003) ก่อนเสด็จฯ เยือนแทนซาเนีย ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของ UNHCR (วันที่ 18-21 มีนาคม 2546)
(3) สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเยือนเคนยา ระหว่างวันที่ 27 กันยายน - 3 ตุลาคม 2546 (ค.ศ. 2003)
(4) พล.อ.อ. สิทธิ เศวตศิลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเยือนเคนยาอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม - 1 มิถุนายน 2527 (ค.ศ. 1984) โดยได้เข้าเยี่ยมคารวะและพบหารือกับประธานาธิบดี Moi และรัฐมนตรีต่างประเทศเคนยา
(5) ร.ต. ประพาส ลิมปะพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเยือน
เคนยาอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-16 กันยายน 2532 (ค.ศ. 1989)
(6) ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเยือนเคนยา อย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 6-10 มีนาคม 2536 (ค.ศ. 1993) และได้มีการลงนามความตกลงการค้าระหว่างไทยกับเคนยา
(7) ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เดินทางเยือนเคนยาอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 1-3 กุมภาพันธ์ 2542 (ค.ศ. 1999) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ตลอดจนเพื่อขอเสียงสนับสนุนในการเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO)
(8) คณะสำรวจข้อเท็จจริงของไทย นำโดยนายปกศักดิ์ นิลอุบล อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา เยือนเคนยาระหว่างวันที่ 16-17 กุมภาพันธ์ 2542 (ค.ศ. 1999)
(9) นายทวี บุตรสุนทร ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยนำคณะผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเยือนเคนยา เมื่อเดือนเมษายน 2545 (ค.ศ. 2002)
(10) นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รองนายกรัฐมนตรี และ ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุม Nairobi Summit: A Mine-Free World ที่กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน- 3 ธันวาคม 2547 (ค.ศ. 2004)
(11) นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เยือนเคนยา ระหว่าง 21-22 มิถุนายน 2548 เพื่อส่งเสริมและขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเคนยา ร่วมทั้งเป็นประธานเปิดการประชุม AIDS Workship เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2548 (ค.ศ. 2005)
(12) นายกรัฐมนตรี (พ.ต.อ. ทักษิณ ชินวัตร) เยือนเคนยาระหว่าง 8-10 พฤศจิกายน 2548 (ค.ศ. 2005)
(13) พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จเยือนสาธารณรัฐเคนยา ระหว่างวันที่ 8-12 กันยายน 2552 (ค.ศ. 2009) เพื่อเข้าร่วมการประชุม UN Regional Preparatory Meeting ของทวีปแอฟริกา ณ กรุงไนโรบี
(14) นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เยือนเคนยา ระหว่าง 24-26 กันยายน 2552 ร่วมเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยร่วมเปิดงาน MADE IN THAILAND PRODUCTS SHOWCASE 2009 ณ กรุงไนโรบี
3.2 ฝ่ายเคนยา
(1) ประธานาธิบดี Daniel arap Moi เดินทางเยือนไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับโลกเรื่องการศึกษาเพื่อปวงชน (World Conference on Education for All) ระหว่างวันที่ 5-9 มีนาคม 2533 (ค.ศ. 1990) โดยรัฐบาลไทยรับเป็นแขกรัฐบาล 1 วัน
(2) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเคนยาเยือนไทย ระหว่างวันที่ 18-21 สิงหาคม
2534 (ค.ศ. 1991)
(3) นาย Nicholas Kipyator Kiprono Biwott รัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยว การค้าและอุตสาหกรรมเคนยาเดินทางเยือนไทยระหว่างวันที่ 12-19 กุมภาพันธ์ 2542 (ค.ศ. 1990) เพื่อเข้าร่วมการ ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ครั้งที่ 10
(4) คณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเคนยา ซึ่งประกอบด้วย นายทหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่พลเรือนระดับผู้บริหาร จำนวน 14 คน ได้เดินทางมาทัศนศึกษาและดูงานด้านต่าง ๆ ที่ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 18-22 กันยายน 2543 (ค.ศ. 2000)
(5) Dr. C. Murungaru รัฐมนตรีช่วยว่าการด้านการบริหารส่วนภูมิภาคและความมั่นคงแห่งชาติ สังกัดสำนักประธานาธิบดี (Minister of State in charge of Provincial Administration and National Security) และคณะ เดินทางเยือนไทยระหว่างวันที่ 15-19 กันยายน 2546 (ค.ศ. 2003) เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญากรุงออตตาวา ครั้งที่ 5 ที่กรุงเทพฯ
(6) นาย Kalonzo Musyoka รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเคนยา เดินทางเยือนภูเก็ตเป็นการส่วนตัว เมื่อวันที่ 1-3 มกราคม 2547 (ค.ศ. 2004)
(7) นาง Esther Mshai Tolle ปลัดกระทรวงการต่างประเทศเคนยาคนใหม่ ในฐานะเลขาธิการของการประชุม Nairobi Summit on a Mine - Free World เดินทางเยือนไทยและเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2547 (ค.ศ. 2004)
(8) คณะวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเคนยาได้เดินทางมาศึกษาดูงานที่ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 2-9 ตุลาคม 2547 (ค.ศ. 2004)
(9) นาย Mwai Kibaki ประธานาธิบดีเคนยาเยือนไทย ในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 28-30 ตุลาคม 2547 (ค.ศ. 2004)
(10) นาย Raila Amollo Odinga นายกรัฐมนตรีเคนยาเยือนไทย ในฐานะแขกของรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553
สถานะเมื่อเืดือน 31 มีนาคม 2553
The Republic of Kenya
| ข้อมูลทั่วไป
ที่ตั้ง ตั้งอยู่ในแนวศูนย์สูตรทางฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกาอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,000-5,000 ฟุต มีชายแดนทางทิศเหนือติดกับเอธิโอเปีย ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดกับโซมาเลีย ทิศใต้ติดกับแทนซาเนีย ทิศตะวันตกติดกับยูกันดาและทะเลสาบวิคตอเรีย และทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดกับซูดาน |
พื้นที่ 569,259 ตร.กม. (มีขนาดใกล้เคียงกับไทย)
เมืองหลวง กรุงไนโรบี (Nairobi)
ภูมิอากาศ
ภาคเหนือ - อากาศร้อนและแห้งแล้ง
ภาคกลาง - อากาศเย็น รอบทะเลสาบวิคตอเรียมีอุณหภูมิสูงและฝนตกชุก
ชายฝั่งทะเล - อากาศร้อนชื้น
อุณหภูมิ ในกรุงไนโรบีประมาณ 13-28 องศาเซลเซียส
ประชากร 36.50 ล้านคน (2553)
ภาษา อังกฤษ และ Kiswahili
ศาสนา โปรเตสแตนท์ 45% โรมันคาทอลิก 33% อิสลาม 10% ความเชื่อดั้งเดิม 10% อื่นๆ 2%
วันชาติ 12 ธันวาคม
ประมุข นายอึมไว คิบาคิ (Mwai Kibaki)
นายกรัฐมนตรี นายไรลา อมอลโล โอดิงกา (Raila Amollo Odinga)
รัฐมนตรีต่างประเทศ ศ.จอร์จ ไชโตติ (George Saitoti)
เว็บไซต์ทางการ www.kenya.go.ke
ประวัติศาสตร์โดยสังเขป
เคนยาตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษตั้งแต่ปี 2438 (ค.ศ. 1895) และได้รับเอกราชโดยสมบูรณ์เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2506 (ค.ศ. 1963) หลังจากนั้น เคนยามีการเลือกตั้งทั่วประเทศขึ้น เมื่อปี 2507 (ค.ศ. 1964) โดยพรรค Kenya African National Union (KANU) ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง และมีนายโจโม เคนยัตตา (Jomo Kenyatta) ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกของเคนยา และประกาศให้เคนยาเป็นสาธารณรัฐอยู่ในเครือจักรภพอังกฤษ
ประธานาธิบดีเคนยัตตาบริหารประเทศจนถึงปี 2521 (ค.ศ. 1978) และเสียชีวิตลง จากนั้น นาย Daniel arap Moi ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ได้เป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากประธานาธิบดีเคนยัตตา จนถึงปี 2545 (ค.ศ. 2002) เคนยาปกครองโดยพรรคการเมืองเดียว มานานกว่า 28 ปี นับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ ต่อมา ในเดือนธันวาคม 2534 (ค.ศ. 1991) เคนยาได้เปลี่ยนแปลงระบบการปกครองจากระบบการบริหารประเทศแบบพรรคเดียวมาสู่ ระบบเสรีประชาธิปไตยหลายพรรคแบบตะวันตก
1. การเมืองการปกครอง
1.1 ระบอบการปกครอง
เคนยามีระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีประธานาธิบดีเป็นทั้งประมุขของรัฐ และผู้บัญชาการทหารสูงสุด อยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี โดยรัฐธรรมนูญได้แบ่งอำนาจการปกครองออกเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ เคนยา แบ่งเขตการปกครองเป็น 7 จังหวัด ได้แก่ Rift Valley, Eastern, Nyanza, Central, Western, Coast และ North Eastern และ 1 เขต (area) คือ Nairobi Area โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด (Province Commissioner) เป็นผู้ดูแล
1.2 การเลือกตั้งประธานาธิบดี
เคนยามีการเลือกตั้งในระบบหลายพรรคการเมืองขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2535 (ค.ศ. 1992) ภายใต้แรงผลักดันจากประเทศตะวันตก โดยพรรค KANU ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ทำให้มีนาย Daniel arap Moi ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี เคนยาจัดการเลือกตั้งทั่วไปอีก 3 ครั้ง ได้แก่
(1) ปี 2540 (ค.ศ. 1997) โดยประธานาธิบดี Moi ได้รับชัยชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง
(2) ปี 2545 (ค.ศ. 2002) การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมืองของเคนยา เนื่องจากประธานาธิบดี Moi ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้อีกตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเคนยา ส่งผลให้ นาย Mwai Kibaki ผู้นำกลุ่ม National Rainbow Coalition (NARC) ซึ่งเป็นแนวร่วมฝ่ายค้านได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง และดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ ชัยชนะของนาย Mwai Kibaki ครั้งนี้ เป็นการสิ้นสุดอำนาจของพรรค KANU ซึ่งปกครองเคนยามานานกว่า 40 ปี นับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ
(3) ปี 2550 (ค.ศ. 2007) ประธานาธิบดี Kibaki ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งอีกครั้ง และสามารถสานต่อกระบวนการพัฒนาประเทศ "วิสัยทัศน์ 2030" (Vision 2030) ตามที่ได้เริ่มกระบวนการไว้เมื่อปี 2549 (ค.ศ. 2006) อย่างไรก็ตาม ภายหลังการเลือกตั้ง นาย Raila Odinga หัวหน้าพรรค ODM คู่แข่งของประธานาธิบดี Kibaki และผู้สนับสนุน ได้ก่อเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นเพื่อประท้วงผลการเลือกตั้ง เพราะเชื่อว่าประธานาธิบดี Kibaki ทุจริตการเลือกตั้ง สถานการณ์ดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้นจนมีผู้เสียชีวิตถึง 1,500 คน และทั้งสองฝ่ายไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกันได้ จนกระทั่งถึงเดือนเมษายน 2551 (ค.ศ. 2008) ที่ทั้งสองฝ่ายสามารถต่อรองและจัดตั้งรัฐบาลผสมได้สำเร็จ
1.3 นโยบายรัฐบาล
ประธานาธิบดี Kibaki ได้ริเริ่มกระบวนการพัฒนาประเทศเคนยาโดยได้จัดทำนโยบาย "วิสัยทัศน์ 2030" (Vision 2030) เพื่อพัฒนาประเทศเคนยาไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมที่มีรายได้ระดับกลางแห่งใหม่และสามารถประกันคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนได้ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) โดยนโยบายนี้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการเมืองควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม และตั้งอยู่บนเสาหลัก 3 ประการ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
วิสัยทัศน์ 2030 จัดทำขึ้นโดยให้ความสำคัญกับประเด็นต่างๆ ดังนี้
(1) ความมีเสถียรภาพของเศรษฐกิจระดับมหภาค
(2) ความต่อเนื่องในการปฏิรูประบบบริหาร
(3) ความเสมอภาคและโอกาสในการกระจายรายได้สู่คนยากจน
(4) สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะการสร้างเครือข่ายคมนาคม ชลประทาน สาธารณสุข และ โทรคมนาคม
(5) พลังงาน
(6) วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
(7) การปฏิรูปที่ดินทำกิน
(8) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
(9) ความมั่นคงภายในประเทศ
(10) บริการสาธารณะ
2. เศรษฐกิจและสังคม
2.1 วิสัยทัศน์ 2030
เคนยาได้จัดทำวิสัยทัศน์ 2030 เพื่อวางนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเคนยา โดยมีรายละเอียดดังนี้
ด้านเศรษฐกิจ
เคนยาต้องการรักษาระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ให้คงที่ที่ร้อยละ 10 ภายในระยะเวลา 25 ปี โดยรัฐบาลมุ่งส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจใน 6 ด้าน ได้แก่ (1) การท่องเที่ยว (2) การเกษตร (3) การค้าปลีกและค้าส่ง (4) การผลิตเพื่อตลาดระดับภูมิภาค (5) การให้บริการ business process offshoring (BPO) และ (6) การบริการทางการเงิน
ด้านสังคม
เคนยาต้องการเสริมสร้างสังคมที่เป็นธรรม มีความสามัคคี และเสมอภาคภายใต้สภาพแวดล้อมที่สะอาดและปลอดภัย โดยปัจจัยที่จะสนับสนุนการพัฒนาทางสังคมของเคนยา ประกอบด้วย (1) การปฏิรูประบบการศึกษา (2) การปรับปรุงระบบการดูแลสุขภาพ (3) การจัดการทรัพยากรน้ำและสุขอนามัย (4) การรักษาและดูแลสิ่งแวดล้อม (5) การจัดการที่อยู่อาศัยและการพัฒนาชุมชนเมือง (6) การให้ความเสมอภาคทางเพศ เยาวชน และกลุ่มเสี่ยง และ (7) การรักษาความเสมอภาคของประชาชนและการขจัดความยากจน
2.2 สาขาที่เคนยามีศักยภาพในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
- การท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม/สปา - เศรษฐกิจของเคนยาพึ่งพาธุรกิจด้านการท่องเที่ยวเป็นหลัก ทำให้รัฐบาลเคนยามีนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เคนยายังต้องการการลงทุนด้านธุรกิจโรงแรม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการท่องเที่ยวและการให้บริการต่างๆ อาทิ การฝึกอบรมการนวดแผนไทย/สปา การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ (eco-tourism)
- การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร - เคนยาเป็นประเทศเกษตรกรรมและมีผลผลิตทางการเกษตรเพื่อส่งออกที่สำคัญทั้งในด้านพืชพันธุ์ ปศุสัตว์และการประมง แต่ยังคงขาดแคลนเทคโนโลยี นวัตกรรมที่ใช้แปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้สูงขึ้น
- การก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐานและวัสดุก่อสร้าง - เคนยาต้องการการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ โดยเฉพาะด้านชลประทาน ซึ่งไทยมีจุดแข็งด้านนี้และสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวได้ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทยที่ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจขุดเจาะน้ำบาดาล โดยมีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงไนโรบี นอกจากนี้ เคนยายังต้องการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงทั้งประเทศโดยการสร้างเครือข่ายถนน ทางรถไฟ แต่ยังขาดแคลนการผลิตวัสดุก่อสร้างต่างๆ อาทิ ปูนซิเมนต์
- ธุรกิจ/การลงทุนด้านแร่ธาตุและอัญมณี - เคนยาเป็นแหล่งแร่ธาตุที่สำคัญโดยเฉพาะโซดาแอช ซึ่งเป็นสารเคมีสำคัญในการผลิตเป็นสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมหลายชนิดของไทย เช่น แก้ว เซรามิคส์ กระดาษ ผงซักฟอก สบู่ นอกจากนี้ เคนยายังเป็นแหล่งแร่อัญมณีและพลอยดิบขนาดใหญ่ของโลก และรัฐบาลเคนยาต้องการให้ผู้ประกอบการต่างชาติตั้งโรงงานเจียระไนพลอยขั้นพื้นฐานและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเจียระไนพลอยเบื้องต้น เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น
2.3 เขตการค้าเสรี (FTA) และสหภาพศุลกากร
เคนยามีความเคลื่อนไหวที่ก้าวหน้าอย่างมากในการเปิดเสรีทางการค้า โดยได้ร่วมลงนามจัด
ตั้งเขตการค้าเสรี (Free Trade Area - FTA) กับกลุ่มตลาดร่วมแห่งแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาตอนใต้ (Common Market for Eastern and Southern Africa-COMESA) ก่อให้เกิดตลาดเสรีขนาดใหญ่ที่มีประชากรรวมกันถึง 350 ล้านคน นอกจากนี้ ยังได้ร่วมลงนามกับยูกันดาและแทนซาเนียจัดตั้งสหภาพศุลกากรแอฟริกาตะวันออก (East African Custom Union) ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2549
2.4 สิทธิพิเศษทางการค้า
เคนยาได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าจาก EU ภายใต้ความตกลง Cotonou (Cotonou Agreement) นอกจากนี้ ยังได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าจากสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบัญญัติ African Growth and Opportunity Act (AGOA) การส่งเสริมความสัมพันธ์กับเคนยาจะเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ในทางการค้าและเป็นการเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ และ EU ได้อีกทางหนึ่งโดยผ่านเคนยา
3. นโยบายต่างประเทศ
3.1 ปัจจัยกำหนดนโยบายต่างประเทศของเคนยา
นโยบายต่างประเทศของเคนยาตั้งอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์แห่งชาติเป็นหลัก โดยพิจารณาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่
(1) ปัจจัยด้านการเมืองและความมั่นคง
รัฐบาลเคนยามุ่งให้ความสำคัญต่อความมั่นคงภายในประเทศ โดยการป้องกันและรักษาบูรณภาพแห่งดินแดน และอำนาจอธิปไตยของชาติ จากกรณีพิพาทต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นบริเวณชายแดน
(2) ปัจจัยทางเศรษฐกิจ
การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นองค์ประกอบสำคัญที่กำหนดนโยบายต่างประเทศของเคนยา รัฐบาลเคนยาจัดทำนโยบายเศรษฐกิจแบบเปิด โดยส่งเสริมให้เกิดการลงทุนจากต่างชาติ (Foreign Direct Investment: FDI) ตลอดจนขอรับความช่วยเหลือจากต่างชาติเพื่อการพัฒนาประเทศ (Overseas Development Assistance: ODA) การกระตุ้นให้มี FDI และ ODA จะทำให้เกิดการหมุนเวียนเงินตราต่างประเทศในระบบการเงินของเคนยา
(3) ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์
เคนยาเป็นประเทศที่มีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ทวีปแอฟริกา เนื่องจากชาวเคนยามีเชื้อชาติและชาติพันธุ์ที่หลากหลาย นอกจากนี้ เคนยายังเป็นประเทศที่เชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียและเป็นเมืองท่าที่สำคัญให้แก่ประเทศต่างๆ ในทวีปแอฟริกาที่ไม่มีทางออกทะเล
3.2 การบูรณาการระดับภูมิภาค
เคนยาส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศและภายในภูมิภาค โดยเข้าร่วมเป็นสมาชิกในหลากหลายองค์กร อาทิ ประชาคมแอฟริกาตะวันออก (East African Community: EAC) กลุ่มตลาดร่วมแห่งแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาตอนใต้ (Common Market for Eastern and Southern Africa: COMESA) Intergovernmental Authority on Development (IGAD) และ Indian Ocean Rim Association for Regional Co-operation เป็นต้น ความร่วมมือเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเคนยายังคงพึ่งพาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเป็นหลัก อย่างไรก็ตามเคนยายังได้รับอิทธิพลจากกระแสโลกาภิวัฒน์และทุนนิยมทำให้ต้องปรับบทบาทด้านการต่างประเทศ โดยยกระดับความสัมพันธ์กับประเทศภายนอกภูมิภาคอื่นๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ นอกจากนี้ เคนยังยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ในซูดานและโซมาเลีย
3.3 บทบาทเคนยาในองค์กรระหว่างประเทศ
เคนยาส่งเสริมบทบาททางการทูตในกรอบพหุภาคี โดยมุ่งปฏิบัติตามกฏบัตรสหประชาชาติและสหภาพแอฟริกา ตลอดจนส่งเสริมให้ประชาคมโลกมีการจัดระเบียบการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาที่ขยายวงกว้างไปทั่วโลก อาทิ การก่อการร้าย ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย นอกจากนี้
3.4 ภาพรวมและทิศทางนโยบายต่างประเทศเคนยาในปัจจุบัน
หลังจากที่เคนยาประสบปัญหาความไม่สงบในประเทศหลังจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ทำให้ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ตลอดจนความปลอดภัยในเคนยาในสายตาประชาคมระหว่างประเทศลดลง ดังนั้น เคนยาจึงกำหนดนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ไขภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นในประชาคมระหว่างประเทศ โดยเน้นกระตุ้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และภายในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก รวมทั้งต้องการเพิ่มบทบาทของ EAC ในเวทีระหว่างประเทศ นอกจากนี้ เคนยายังส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศมหาอำนาจอื่นๆ อาทิ สหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย และแอฟริกาใต้
ข้อมูลเศรษฐกิจ/การค้า
| ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ | 34.46 พันล้าน USD (ไทย: 317.8 พันล้าน USD) |
| รายได้ประชาชาติต่อหัว | 944.06 USD (ไทย: 4,719.8 USD) |
| การขยายตัวทางเศรษฐกิจ | ร้อยะล 5.6 (ไทย: ร้อยละ 7.8) |
| อัตราเงินเฟ้อ | ร้อยละ 7.19 (ไทย: - ร้อยละ 3.3) |
| เงินทุนสำรอง | 4.32 พันล้าน (ไทย: 185.6 พันล้าน USD) |
| อุตสาหกรรมสำคัญ | สินค้าอุปโภคบริโภคขนาดเล็ก (พลาสติก เฟอร์นิเจอร์ แบตเตอรี่ สิ่งทอ) ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร พืชเรือนกระจก การกลั่นน้ำมัน อลูมินั่ม เหล็ก ตะกั่ว ซีเมนต์ การซ่อมเรือพาณิชย์ การท่องเที่ยว
|
| ดุลการค้ากับไทย | หินปูน โซดาแอซ เกลือ สังกะสี ทับทิม โกเมน สัตว์ป่า กระแสไฟฟ้าพลังงานน้ำ |
| สินค้าส่งออกที่สำคัญ | ชา พืชเรือนกระจก กาแฟ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ปลา |
| สินค้านำเข้าที่สำคัญ | เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ขนส่ง ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ยานยนต์ แร่เหล็กและเหล็ก เรซิน พลาสติก |
| ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ | ส่งออกไป สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ ยูกันดา แทนซาเนีย สหรัฐอเมริกา ปากีสถาน |
| นำเข้าจาก อินเดีย จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ - เมืองดูไบ (transit point สำหรับสินค้าจากเอเชีย) แอฟริกาใต้ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอเมริกา | |
| หน่วยเงินตรา | ชิลลิงเคนยา (KES) (1 บาท = 2.94 KES) (สถานะ ณ วันที่ 20 มิ.ย. 54) |
สถิติที่สำคัญไทย-เคนยา (2553)
| มูลค่าการค้าไทย-เคนยา
| 143.92 ล้าน USD (ไทยส่งออก 129.57 ล้าน USD ไทยนำเข้า 14.35 ล้าน USD ไทยได้ดุลการค้า 115.22 ล้าน USD)
|
| สินค้าส่งออกของไทย | เม็ดพลาสติก (บริษัท สยามซีเมนต์ไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่) รถยนต์ (ปี 50 มีการนำเข้ารถกระบะฟอร์ดที่ผลิตในเมืองไทยจำนวน 400 คัน เพื่อขายในเคนยาและยูกันดา) อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องนุ่งห่ม น้ำตาลทราย เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ตู้เย็นและตู้แช่แข็ง
|
| สินค้านำเข้าจากเคนยา | เคมีภัณฑ์ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ส่ิงทออื่นๆ
|
| การลงทุน | ยังไม่มีการลงทุนระหว่างกันมากนัก |
| การท่องเที่ยว | ชาวเคนยามาไทย 10,028 คน (2553) |
| คนไทยในเคนยา | ประมาณ 460 คน |
| การตรวจ
ลงตรา | ขอรับการตรวจลงตราตามปกติได้ที่ กรุงเทพฯ (สถานเอกอัครราชทูต) |
| สำนักงานของไทยในเคนยา | กรุงไนโรบี (สถานเอกอัครราชทูต) |
| สำนักงานของเคนยาในไทย | กรุงเทพฯ (สถานเอกอัครราชทูต) |
1.1 ความสัมพันธ์ด้านการเมือง/การทูต
ประเทศไทยและสาธารณรัฐเคนยาได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อ
วันที่ 25 กรกฎาคม 2510 (ค.ศ. 1967) โดยไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตที่กรุงไนโรบี เมื่อปี พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) ต่อมาเคนยาได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตเคนยาประจำประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2549 (ค.ศ. 2006) และได้มอบหมายให้ H.E.Dr. Richard Titus Ekai เป็นเอกอัครราชทูตเคนยาประจำประเทศไทย
1.2 ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
เคนยาเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของไทยในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก โดยในปี 2553 ปริมาณการค้าระหว่างไทยกับเคนยามีมูลค่า 123.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งสินค้าออกไปเคนยามูลค่า 89.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าสินค้าจากเคนยามูลค่า 34.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 54.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ภาคเอกชนได้จัดคณะไปสำรวจตลาดเคนยาและความเป็นไปได้สำหรับการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และฝ่ายเคนยาให้ความสนใจในศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยและต้องการการลงทุนจากต่างประเทศ ตลอดจนเทคโนโลยีเพื่อนำไปพัฒนาภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมในเคนยา
1.3 ความสัมพันธ์ด้านสังคมและวัฒนธรรม
รัฐบาลไทยและรัฐบาลเคนยามีนโยบายขยายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างกันและได้ลงนามความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเมื่อปี 2547 (ค.ศ. 2004) รัฐบาลเคนยามีความประสงค์ที่จะขยายตลาดนักท่องเที่ยวจากเอเชียโดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และไทย รวมทั้งต้องการเรียนรู้ประสบการณ์ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งไทยก็ยินดีแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์
นอกจากนี้ในโอกาสการเยือนไทยของประธานาธิบดีเคนยาเมื่อตุลาคม 2547 (ค.ศ. 2004) ประธานาธิบดีเคนยาได้เสนอที่จะมอบสัตว์ป่าเคนยาให้เป็นของขวัญแก่ไทยเพื่อนำไปแสดงที่สวนสัตว์เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี แต่ประสบปัญหาการต่อต้านจาก NGO's ในเคนยา จึงระงับโครงการไว้
2. ความตกลงที่สำคัญกับไทย
2.1 ความตกลงว่าด้วยการเดินอากาศ
ไทยและเคนยาได้ลงนามในความตกลงทางการบิน เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2534 (ค.ศ. 1991) สายการบินเคนยาแอร์เวย์ได้เปิดเที่ยวบิน ไนโรบี-กรุงเทพฯ-ฮ่องกง โดยเริ่มบินเที่ยวแรกเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2546 (ค.ศ. 2003) ปัจจุบันมีเที่ยวบินตรง 7 เที่ยวต่อสัปดาห์
2.2 ความตกลงด้านการค้า
ไทยและเคนยาได้ลงนามในความตกลงทางการค้าเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2536 (ค.ศ. 1993) แต่ยังไม่มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมทางการค้า ตามที่แจ้งไว้ในความตกลง
2.3 บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว
ไทยและเคนยาได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเมี่อ วันที่ 2 ธันวาคม 2547 (ค.ศ. 2004) นอกจากนี้ ไทยและเคนยาอยู่ระหว่างการทำความตกลงและบันทึกความเข้าใจอีกหลายฉบับ อาทิ ความตกลงยกเว้นภาษีซ้อน ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมไทย-เคนยา ความตกลง ด้านธรณีวิทยา ความตกลงว่าด้วยการคุ้มครองการลงทุน บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุขและบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
3. การเยือนที่สำคัญ
3.1 ฝ่ายไทย
(1) สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จเยือนเคนยาเพื่อ
เข้าร่วมประชุมคณะมนตรีประศาสน์การของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม - 9 สิงหาคม 2533 (ค.ศ. 1990)
(2) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แวะเคนยาเป็นการส่วน พระองค์ ในวันที่ 18 มีนาคม 2546 (ค.ศ. 2003) ก่อนเสด็จฯ เยือนแทนซาเนีย ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของ UNHCR (วันที่ 18-21 มีนาคม 2546)
(3) สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเยือนเคนยา ระหว่างวันที่ 27 กันยายน - 3 ตุลาคม 2546 (ค.ศ. 2003)
(4) พล.อ.อ. สิทธิ เศวตศิลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเยือนเคนยาอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม - 1 มิถุนายน 2527 (ค.ศ. 1984) โดยได้เข้าเยี่ยมคารวะและพบหารือกับประธานาธิบดี Moi และรัฐมนตรีต่างประเทศเคนยา
(5) ร.ต. ประพาส ลิมปะพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเยือน
เคนยาอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-16 กันยายน 2532 (ค.ศ. 1989)
(6) ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเยือนเคนยา อย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 6-10 มีนาคม 2536 (ค.ศ. 1993) และได้มีการลงนามความตกลงการค้าระหว่างไทยกับเคนยา
(7) ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เดินทางเยือนเคนยาอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 1-3 กุมภาพันธ์ 2542 (ค.ศ. 1999) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ตลอดจนเพื่อขอเสียงสนับสนุนในการเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO)
(8) คณะสำรวจข้อเท็จจริงของไทย นำโดยนายปกศักดิ์ นิลอุบล อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา เยือนเคนยาระหว่างวันที่ 16-17 กุมภาพันธ์ 2542 (ค.ศ. 1999)
(9) นายทวี บุตรสุนทร ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยนำคณะผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเยือนเคนยา เมื่อเดือนเมษายน 2545 (ค.ศ. 2002)
(10) นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รองนายกรัฐมนตรี และ ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุม Nairobi Summit: A Mine-Free World ที่กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน- 3 ธันวาคม 2547 (ค.ศ. 2004)
(11) นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เยือนเคนยา ระหว่าง 21-22 มิถุนายน 2548 เพื่อส่งเสริมและขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเคนยา ร่วมทั้งเป็นประธานเปิดการประชุม AIDS Workship เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2548 (ค.ศ. 2005)
(12) นายกรัฐมนตรี (พ.ต.อ. ทักษิณ ชินวัตร) เยือนเคนยาระหว่าง 8-10 พฤศจิกายน 2548 (ค.ศ. 2005)
(13) พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จเยือนสาธารณรัฐเคนยา ระหว่างวันที่ 8-12 กันยายน 2552 (ค.ศ. 2009) เพื่อเข้าร่วมการประชุม UN Regional Preparatory Meeting ของทวีปแอฟริกา ณ กรุงไนโรบี
(14) นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เยือนเคนยา ระหว่าง 24-26 กันยายน 2552 ร่วมเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยร่วมเปิดงาน MADE IN THAILAND PRODUCTS SHOWCASE 2009 ณ กรุงไนโรบี
3.2 ฝ่ายเคนยา
(1) ประธานาธิบดี Daniel arap Moi เดินทางเยือนไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับโลกเรื่องการศึกษาเพื่อปวงชน (World Conference on Education for All) ระหว่างวันที่ 5-9 มีนาคม 2533 (ค.ศ. 1990) โดยรัฐบาลไทยรับเป็นแขกรัฐบาล 1 วัน
(2) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเคนยาเยือนไทย ระหว่างวันที่ 18-21 สิงหาคม
2534 (ค.ศ. 1991)
(3) นาย Nicholas Kipyator Kiprono Biwott รัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยว การค้าและอุตสาหกรรมเคนยาเดินทางเยือนไทยระหว่างวันที่ 12-19 กุมภาพันธ์ 2542 (ค.ศ. 1990) เพื่อเข้าร่วมการ ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ครั้งที่ 10
(4) คณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเคนยา ซึ่งประกอบด้วย นายทหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่พลเรือนระดับผู้บริหาร จำนวน 14 คน ได้เดินทางมาทัศนศึกษาและดูงานด้านต่าง ๆ ที่ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 18-22 กันยายน 2543 (ค.ศ. 2000)
(5) Dr. C. Murungaru รัฐมนตรีช่วยว่าการด้านการบริหารส่วนภูมิภาคและความมั่นคงแห่งชาติ สังกัดสำนักประธานาธิบดี (Minister of State in charge of Provincial Administration and National Security) และคณะ เดินทางเยือนไทยระหว่างวันที่ 15-19 กันยายน 2546 (ค.ศ. 2003) เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญากรุงออตตาวา ครั้งที่ 5 ที่กรุงเทพฯ
(6) นาย Kalonzo Musyoka รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเคนยา เดินทางเยือนภูเก็ตเป็นการส่วนตัว เมื่อวันที่ 1-3 มกราคม 2547 (ค.ศ. 2004)
(7) นาง Esther Mshai Tolle ปลัดกระทรวงการต่างประเทศเคนยาคนใหม่ ในฐานะเลขาธิการของการประชุม Nairobi Summit on a Mine - Free World เดินทางเยือนไทยและเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2547 (ค.ศ. 2004)
(8) คณะวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรเคนยาได้เดินทางมาศึกษาดูงานที่ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 2-9 ตุลาคม 2547 (ค.ศ. 2004)
(9) นาย Mwai Kibaki ประธานาธิบดีเคนยาเยือนไทย ในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 28-30 ตุลาคม 2547 (ค.ศ. 2004)
(10) นาย Raila Amollo Odinga นายกรัฐมนตรีเคนยาเยือนไทย ในฐานะแขกของรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553
สถานะเมื่อเืดือน 31 มีนาคม 2553
